กระท่อม อาการ ผลกระทบ และแนวทางการบำบัดรักษา
เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)
กระท่อม (Kratom) เป็นพืชที่มีสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยสารสำคัญที่พบคือไมทราไจนีน (Mitragynine) การใช้กระท่อมอาจให้ผลแตกต่างกันตามปริมาณ รูปแบบการใช้ ความถี่ และสารอื่นที่ใช้ร่วมกัน บางคนเริ่มใช้เพราะต้องการให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทำงานได้นานขึ้น บรรเทาความเหนื่อยล้า หรือผ่อนคลาย แต่เมื่อใช้เป็นประจำ ร่างกายและพฤติกรรมสามารถปรับตัวจนเกิดการพึ่งพาและมีอาการถอนเมื่อหยุดใช้ได้
ปัญหาที่ครอบครัวพบได้บ่อยคือ ผู้ใช้อาจไม่มองว่ากระท่อมเป็นสารที่สร้างปัญหา เพราะเป็นพืชและสามารถพบเห็นได้ทั่วไป บางคนยังทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ จึงรู้สึกว่าตนเองควบคุมการใช้ได้ แต่หากเริ่มต้องดื่มน้ำกระท่อมทุกวัน ต้องเพิ่มปริมาณ ใช้เพื่อให้สามารถทำงานหรือรู้สึกเป็นปกติ และเมื่อไม่ได้ใช้กลับมีอาการปวดเมื่อย หงุดหงิด กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรืออยากกลับไปใช้ ก็อาจสะท้อนว่าร่างกายและพฤติกรรมเริ่มเกิดการพึ่งพาสารแล้ว
อีกประเด็นที่ต้องระวังคือ “น้ำกระท่อมผสม” ซึ่งอาจไม่ได้มีกระท่อมเพียงอย่างเดียว หากมีการนำยา สารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท หรือสารอื่นมาผสม ความเสี่ยงจะเปลี่ยนไปตามสิ่งที่ใช้ร่วมกัน และอาจไม่สามารถประเมินอันตรายจากคำว่า “น้ำกระท่อม” เพียงคำเดียวได้ การเข้าใจอาการติดกระท่อม ผลกระทบ อาการถอน และแนวทางบำบัดอย่างเหมาะสม จึงช่วยให้ทั้งผู้ใช้และครอบครัวแยกได้ว่าเมื่อใดการใช้ที่เคยมองว่าควบคุมได้กำลังกลายเป็นปัญหาที่ควรได้รับความช่วยเหลือ
กระท่อมคืออะไร และส่งผลต่อสมองอย่างไร
กระท่อมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mitragyna speciosa เป็นพืชที่พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใบกระท่อมมีสารออกฤทธิ์หลายชนิด โดยสารสำคัญคือไมทราไจนีน ซึ่งสามารถออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและมีความเกี่ยวข้องกับตัวรับโอปิออยด์ในสมอง
ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันตามปริมาณและรูปแบบการใช้ ผู้ใช้บางคนรายงานว่ารู้สึกตื่นตัว มีแรงทำงานมากขึ้น ขณะที่การใช้ในรูปแบบหรือปริมาณที่แตกต่างออกไปอาจทำให้รู้สึกผ่อนคลายหรือง่วงซึม
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ การที่สารชนิดหนึ่งมาจากพืชไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถส่งผลต่อสมองหรือทำให้เกิดการพึ่งพาได้
เมื่อใช้กระท่อมเป็นประจำ ร่างกายสามารถเกิดความทนต่อสาร หมายถึงปริมาณเดิมอาจให้ผลไม่เหมือนเดิม ทำให้บางคนเพิ่มปริมาณหรือเพิ่มความถี่ ขณะเดียวกันเมื่อหยุดใช้ก็อาจเกิดอาการไม่สบายจากการถอนสาร จึงกลับไปใช้เพื่อให้อาการเหล่านั้นลดลง
วงจรนี้อาจเริ่มจาก “ใช้เพื่อให้ทำงานได้” ก่อนค่อยๆ เปลี่ยนเป็น “ถ้าไม่ใช้จะทำงานไม่ไหว” หรือจาก “ดื่มเพื่อผ่อนคลาย” กลายเป็น “ถ้าไม่ได้ดื่มจะหงุดหงิดและนอนไม่หลับ”
เมื่อกระท่อมเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รู้สึกว่าจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต การประเมินรูปแบบการใช้จึงมีความสำคัญมากกว่าการดูเพียงว่ากระท่อมเป็นพืชหรือมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร
อาการของผู้ที่ใช้หรือติดกระท่อม สังเกตได้อย่างไร
อาการของผู้ใช้กระท่อมไม่ได้เหมือนกันทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับปริมาณ ความเข้มข้น ความถี่ ระยะเวลาที่ใช้ สุขภาพเดิม และสิ่งที่ใช้ร่วมกัน โดยเฉพาะน้ำกระท่อมที่มีส่วนผสมหลายชนิด
ครอบครัวอาจสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้จากพฤติกรรมและอาการ เช่น
-
ดื่มน้ำกระท่อมหรือใช้ใบกระท่อมเป็นประจำทุกวัน
-
เพิ่มปริมาณหรือความถี่จากเดิม
-
รู้สึกว่าต้องใช้ก่อนทำงานหรือทำกิจกรรมบางอย่าง
-
มีความอยากกระท่อมเมื่อไม่ได้ใช้
-
พยายามลดหรือหยุดแต่กลับไปใช้ซ้ำ
-
ใช้เวลาจำนวนมากกับการเตรียม หา หรือดื่มน้ำกระท่อม
-
เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้กระท่อมมากกว่ากิจกรรมบางอย่าง
-
ยังใช้ต่อแม้เริ่มมีปัญหาสุขภาพ การเงิน งาน หรือความสัมพันธ์
-
เมื่อไม่ได้ใช้มีอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย หรือนอนไม่หลับ
-
ปวดเมื่อยหรือรู้สึกไม่มีแรงเมื่อหยุดใช้
-
รู้สึกว่าต้องใช้กระท่อมจึงจะทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ
สิ่งสำคัญคือไม่ควรตัดสินว่าติดหรือไม่ติดจากการดื่มวันละกี่แก้วเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าผู้ใช้เริ่มสูญเสียความสามารถในการควบคุมหรือไม่ มีอาการถอนหรือความอยากหรือไม่ และการใช้กำลังส่งผลต่อชีวิตมากเพียงใด
อีกข้อมูลที่ครอบครัวควรถามให้ชัดคือ สิ่งที่เรียกว่า “น้ำกระท่อม” มีส่วนประกอบอะไรบ้าง เพราะหากมีการผสมยาแก้ไอ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท แอลกอฮอล์ หรือสารชนิดอื่น อาการและความเสี่ยงอาจไม่ได้เกิดจากกระท่อมเพียงอย่างเดียว
ผลกระทบและอันตรายจากกระท่อมมีอะไรบ้าง
ผลกระทบจากกระท่อมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปริมาณ ความถี่ ความเข้มข้น สุขภาพของผู้ใช้ และสารที่ใช้ร่วมกัน อาการที่พบได้อาจมีทั้งคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ง่วงซึม ใจสั่น หรือการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร
สำหรับผู้ที่ใช้ต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญอีกด้านคือการเกิดความทนต่อสารและการพึ่งพา ทำให้ต้องใช้เป็นประจำและเกิดอาการไม่สบายเมื่อหยุด บางคนจึงใช้ต่อไม่ใช่เพราะต้องการความรู้สึกจากกระท่อมเหมือนในช่วงแรก แต่เพราะต้องการหลีกเลี่ยงอาการถอน
ผลกระทบต่อชีวิตอาจค่อยๆ ปรากฏผ่านการใช้เงินมากขึ้น การต้องเตรียมหรือหาน้ำกระท่อมตลอดเวลา การทำงานหรือกิจวัตรถูกผูกกับเวลาที่ต้องใช้สาร และความขัดแย้งกับคนในครอบครัวเมื่อถูกขอให้ลดหรือหยุด
สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษคือการใช้กระท่อมร่วมกับสารอื่น โดยเฉพาะสารหรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท เพราะผลที่เกิดขึ้นอาจซับซ้อนและคาดเดาได้ยากขึ้น
ดังนั้น หากผู้ใช้มีอาการง่วงซึมมากผิดปกติ หมดสติ ปลุกไม่ตื่น หายใจผิดปกติ ชัก สับสนมาก หรือมีอาการรุนแรงหลังดื่มน้ำกระท่อมผสม ไม่ควรรอดูอาการเอง ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน พร้อมแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ตามจริงว่าอาจมีการใช้สารหรือยาอะไรบ้าง
นอกจากนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างชัดเจน วิตกกังวลมาก มีอาการทางจิต หรือมีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ก็ควรได้รับการประเมินด้านสุขภาพจิตควบคู่กัน ไม่ควรสรุปว่าอาการทั้งหมดเกิดจากกระท่อมโดยไม่ประเมินสารอื่นและโรคร่วม
การถอนกระท่อม และดูแลอาการหลังหยุดสาร
ผู้ที่ใช้กระท่อมเป็นประจำสามารถเกิดอาการถอนหลังลดหรือหยุดใช้ได้ ความรุนแรงแตกต่างกันตามระยะเวลาที่ใช้ ปริมาณ ความถี่ และการใช้สารอื่นร่วมกัน
อาการถอนกระท่อมที่อาจพบ ได้แก่
-
หงุดหงิดหรืออารมณ์แปรปรวน
-
กระสับกระส่าย
-
วิตกกังวล
-
นอนไม่หลับ
-
ปวดเมื่อยตามร่างกาย
-
รู้สึกไม่มีแรงหรืออ่อนเพลีย
-
มีอาการไม่สบายทางระบบทางเดินอาหาร
-
มีความอยากกลับไปใช้กระท่อม
-
รู้สึกว่าทำงานหรือใช้ชีวิตได้ยากเมื่อไม่มีสาร
อาการเหล่านี้สามารถทำให้ผู้ใช้เกิดความคิดว่า “ร่างกายต้องการกระท่อม” และกลับไปใช้เพื่อให้อาการหาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการพึ่งพาสาร
คำถามว่า “เลิกกระท่อมเองที่บ้านได้ไหม” จึงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล หากใช้เป็นประจำมานาน ใช้ในปริมาณมาก เคยพยายามหยุดแล้วกลับไปใช้ซ้ำ มีโรคทางกายหรือโรคร่วมทางจิตเวช หรือไม่ทราบแน่ชัดว่าน้ำกระท่อมที่ใช้มีสารอะไรผสมอยู่ ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ก่อนวางแผนหยุดสาร
โดยเฉพาะกรณีน้ำกระท่อมผสม การรักษาไม่ควรประเมินเฉพาะอาการถอนกระท่อม เพราะอาจมีการพึ่งพาหรืออาการถอนจากสารชนิดอื่นร่วมด้วย
การผ่านช่วงถอนสารเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากผู้ใช้ยังกลับไปอยู่ในสถานการณ์เดิม มีความอยากเดิม และยังเชื่อว่าต้องใช้กระท่อมเพื่อทำงาน นอนหลับ หรือจัดการอารมณ์ ความเสี่ยงต่อการกลับไปใช้ซ้ำก็ยังคงอยู่
การบำบัดและฟื้นฟูหลังหยุดกระท่อม
การรักษาปัญหาการติดกระท่อมไม่ควรหยุดเพียงการทำให้อาการถอนดีขึ้น แต่ควรค้นหาว่าเหตุใดกระท่อมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้ใช้
บางคนเริ่มใช้เพราะต้องทำงานหนัก บางคนใช้เพราะเหนื่อยล้า บางคนใช้เพื่อผ่อนคลายหรือเข้าสังคม และบางคนอาจใช้เพื่อรับมือกับความเครียด ความวิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือความรู้สึกที่ไม่ต้องการ
เมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเชื่อมโยงกับกระท่อม เช่น ตื่นมาต้องดื่มก่อนเริ่มงาน เลิกงานแล้วต้องดื่มเพื่อผ่อนคลาย หรือต้องมีน้ำกระท่อมอยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา
การบำบัดทางจิตใจจึงช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์ ความคิด อารมณ์ ความอยาก และการใช้สาร พร้อมสร้างวิธีตอบสนองต่อสถานการณ์เหล่านั้นในรูปแบบใหม่
การฟื้นฟูอาจประกอบด้วยการบำบัดรายบุคคล การบำบัดแบบกลุ่ม การฝึกจัดการความอยาก การปรับความคิดและพฤติกรรม การจัดการความเครียด การปรับการนอน การออกกำลังกาย และการสร้างกิจวัตรที่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งกระท่อม
หากมีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล สมาธิสั้น ปัญหาการนอน หรือโรคร่วมทางจิตเวช ควรได้รับการประเมินและรักษาควบคู่กัน เพราะการใช้กระท่อมอาจมีความสัมพันธ์กับความพยายามจัดการอาการบางอย่างด้วยตนเอง หากหยุดสารแต่ไม่ได้จัดการปัญหาที่อยู่เบื้องหลัง ความเสี่ยงต่อการกลับไปใช้ซ้ำอาจยังคงอยู่
ป้องกันการกลับไปใช้กระท่อมซ้ำได้อย่างไร
การป้องกันการกลับไปใช้กระท่อมซ้ำเริ่มจากการค้นหาว่าอะไรเป็นสิ่งกระตุ้นของแต่ละคน ไม่ใช่เพียงพยายามใช้ความอดทนเพื่อห้ามตัวเองไม่ให้ใช้
สิ่งกระตุ้น (Trigger) ที่อาจพบ เช่น
-
กลุ่มเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานที่ดื่มน้ำกระท่อมด้วยกัน
-
การทำงานหนักหรือทำงานเป็นเวลานาน
-
ความเหนื่อยล้า
-
ความเครียดจากงานและการเงิน
-
ความขัดแย้งในครอบครัว
-
ความเบื่อหรือความเหงา
-
ปัญหาการนอน
-
การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารชนิดอื่น
-
การเข้าถึงน้ำกระท่อมได้ง่าย
-
ความคิดว่า “ถ้าไม่กินจะไม่มีแรงทำงาน”
-
ความคิดว่า “เป็นแค่พืช ใช้นิดหน่อยคงไม่เป็นไร”
-
การกลับไปใช้ชีวิตในกิจวัตรเดิมโดยไม่มีแผนรับมือ
เมื่อรู้สิ่งกระตุ้นแล้ว การบำบัดจะช่วยวางแผนว่าควรเปลี่ยนอะไร เช่น ปรับกิจวัตรการทำงานและการพักผ่อน สร้างวิธีจัดการความเหนื่อยล้า เปลี่ยนกิจกรรมหลังเลิกงาน ลดการอยู่ในสถานการณ์ที่มีการใช้สาร และฝึกรับมือกับความอยากเมื่อเกิดขึ้น
ครอบครัวสามารถช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวได้ด้วยการสร้างขอบเขตที่เหมาะสม ลดการเข้าถึงสาร และเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้ารับการบำบัดพูดถึงความอยากหรือปัญหาได้โดยไม่ต้องรอจนกลับไปใช้แล้ว
หากเคยหยุดกระท่อมแล้วกลับไปใช้ซ้ำ ไม่ควรใช้เหตุการณ์นั้นเป็นหลักฐานว่าผู้ใช้ “ไม่มีความตั้งใจ” แต่ควรวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนกลับไปใช้ มีสิ่งกระตุ้นอะไร และแผนเดิมยังขาดทักษะหรือการสนับสนุนด้านใด เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมขึ้น
คนในครอบครัวติดกระท่อม แต่ไม่ยอมรับว่ามีปัญหา ควรทำอย่างไร
ครอบครัวอาจพบคำพูด เช่น “กระท่อมเป็นแค่พืช” “ไม่ได้ติดยา” “กินแล้วทำงานได้” หรือ “ถ้าอยากหยุดก็หยุดได้” การพยายามโต้แย้งโดยตรงว่าอีกฝ่ายติดหรือไม่ติดอาจทำให้การสนทนากลายเป็นการปกป้องตัวเองมากกว่าการมองเห็นปัญหา
แทนที่จะเริ่มจากคำว่า “ติดกระท่อม” ครอบครัวสามารถเริ่มจากสิ่งที่สังเกตได้จริง
เช่น “ช่วงหลังเห็นว่าต้องดื่มทุกวัน แล้ววันที่ไม่ได้ดื่มจะปวดเมื่อยและหงุดหงิด เลยเป็นห่วงว่าร่างกายอาจเริ่มพึ่งสารมากขึ้น”
หรือถามว่า “ถ้าตั้งใจหยุดหนึ่งเดือนคิดว่าจะทำได้ไหม” “เคยพยายามลดแล้วเกิดอะไรขึ้น” และ “ตอนนี้กระท่อมช่วยอะไรในชีวิต และมีอะไรที่เริ่มเสียไปเพราะการใช้บ้าง”
การพูดคุยลักษณะนี้ช่วยให้อีกฝ่ายสำรวจพฤติกรรมของตนเอง แทนที่จะรู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้ยอมรับคำตัดสินของครอบครัว
ก้าวแรกไม่จำเป็นต้องเป็นการตัดสินใจเข้าศูนย์บำบัดทันที อาจเริ่มจากการยอมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหรือประเมินรูปแบบการใช้สารก่อน หากครอบครัวพยายามพูดคุยหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อช่วยวางวิธีสื่อสารและเตรียมแนวทางพาเข้าสู่การรักษาได้
การบำบัดกระท่อมที่ Day One Rehabilitation Center
การบำบัดปัญหาจากการใช้กระท่อมที่ Day One Rehabilitation Center เป็นการดูแลแบบอยู่ประจำ โดยเริ่มจากการประเมินว่าใช้กระท่อมในรูปแบบใด ใช้มานานเพียงใด ปริมาณและความถี่ประมาณเท่าใด มีอาการถอนหรือไม่ และสิ่งที่เรียกว่า “น้ำกระท่อม” มีสารหรือยาอื่นผสมอยู่ด้วยหรือไม่
ประเด็นเรื่องสารที่ใช้ร่วมกันมีความสำคัญ เพราะผู้ที่เข้ารับการรักษาบางรายอาจไม่ได้มีปัญหาจากกระท่อมเพียงชนิดเดียว การแจ้งข้อมูลตามจริงเกี่ยวกับยา แอลกอฮอล์ และสารชนิดอื่นจะช่วยให้ทีมรักษาประเมินอาการหลังหยุดสารและความเสี่ยงได้เหมาะสมขึ้น
ในช่วงแรก ทีมรักษาจะติดตามอาการทางร่างกาย อารมณ์ การนอน ความอยาก และอาการถอน หากจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ จิตแพทย์จะประเมินและพิจารณาตามอาการของแต่ละราย
หลังจากอาการช่วงแรกเริ่มคงที่ การฟื้นฟูจะมุ่งไปที่สาเหตุและพฤติกรรมที่ทำให้กลับไปใช้สาร โดยมีการบำบัดรายบุคคลกับนักจิตบำบัด กิจกรรมกลุ่มบำบัด การประเมินอาการทางจิตเวช และการรักษาหรือปรับยาตามความเหมาะสมโดยจิตแพทย์ รวมถึงการดูแลกิจวัตรประจำวัน อาหาร การพักผ่อน และการออกกำลังกาย
การอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบอยู่ประจำยังช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดแยกออกจากแหล่งกระท่อม กลุ่มสังคม และกิจวัตรเดิมในช่วงแรก เปิดโอกาสให้ร่างกายได้ปรับตัวและฝึกใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งสาร พร้อมเรียนรู้วิธีจัดการความเครียด ความเหนื่อย ความอยาก และสถานการณ์ที่เคยเชื่อมโยงกับการใช้
หากมีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาการนอน สมาธิสั้น หรือโรคร่วมทางจิตเวชอื่น ทีมรักษาจะประเมินและดูแลควบคู่กัน เพื่อไม่ให้ปัญหาที่เคยเป็นแรงผลักดันให้ใช้สารยังคงอยู่หลังจบการบำบัด
เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้หยุดดื่มน้ำกระท่อมได้เฉพาะช่วงที่อยู่ภายในศูนย์ แต่เป็นการช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดเข้าใจวงจรการใช้ของตนเอง สร้างกิจวัตรและทักษะใหม่ และเตรียมแผนป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำเมื่อกลับสู่ชีวิตจริง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระท่อม
กระท่อมเสพติดได้ไหม
ได้ การใช้กระท่อมต่อเนื่องสามารถนำไปสู่การพึ่งพาสารในผู้ใช้บางคน โดยอาจเริ่มใช้บ่อยขึ้น มีความอยาก ต้องการปริมาณเพิ่ม พยายามลดแล้วทำได้ยาก และมีอาการถอนเมื่อหยุด หากยังคงใช้ต่อแม้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ งาน การเงิน หรือความสัมพันธ์ ควรเข้ารับการประเมิน
กระท่อมเป็นพืชธรรมชาติ แปลว่าไม่อันตรายหรือไม่
ไม่ใช่ การเป็นพืชไม่ได้หมายความว่าสารออกฤทธิ์ภายในพืชจะไม่มีผลต่อสมองหรือร่างกาย กระท่อมมีสารไมทราไจนีนที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท และการใช้ต่อเนื่องสามารถทำให้เกิดการพึ่งพาและอาการถอนในผู้ใช้บางรายได้
อาการถอนกระท่อมมีอะไรบ้าง
อาการที่อาจพบ ได้แก่ หงุดหงิด กระสับกระส่าย วิตกกังวล นอนไม่หลับ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย มีอาการไม่สบายทางระบบทางเดินอาหาร และอยากกลับไปใช้ ความรุนแรงแตกต่างกันตามรูปแบบการใช้ของแต่ละคน
กินกระท่อมทุกวันถือว่าติดหรือไม่
การใช้ทุกวันเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรประเมิน แต่ไม่สามารถสรุปจากความถี่เพียงอย่างเดียว ต้องดูว่าควบคุมการใช้ได้หรือไม่ มีความอยากหรืออาการถอนหรือไม่ ต้องเพิ่มปริมาณหรือไม่ เคยพยายามหยุดแล้วทำได้หรือไม่ และการใช้กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตหรือสุขภาพเพียงใด
น้ำกระท่อมผสมอันตรายกว่ากระท่อมทั่วไปหรือไม่
ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับสิ่งที่นำมาผสม หากมีการผสมยา แอลกอฮอล์ หรือสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทชนิดอื่น ผลต่อร่างกายอาจซับซ้อนและรุนแรงขึ้นได้ เมื่อเข้ารับการรักษาจึงควรแจ้งส่วนผสมที่ทราบทั้งหมด ไม่ควรบอกเพียงว่าใช้ “น้ำกระท่อม”
เลิกกระท่อมเองที่บ้านได้ไหม
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและรูปแบบการใช้ หากใช้เป็นประจำมานาน ใช้ปริมาณมาก มีอาการถอนชัดเจน เคยพยายามหยุดแล้วกลับไปใช้ซ้ำ มีการใช้สารหลายชนิด หรือมีปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการหยุดสารที่เหมาะสม
คนติดกระท่อมไม่ยอมเลิก ควรทำอย่างไร
ครอบครัวไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการบังคับให้อีกฝ่ายยอมรับว่าตนเองติด สามารถพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่น ต้องใช้ทุกวัน มีอาการถอนเมื่อไม่ได้ใช้ ต้องเพิ่มปริมาณ หรือการใช้เริ่มกระทบงาน เงิน และความสัมพันธ์ แล้วชวนให้เข้ารับการประเมิน หากพูดคุยหลายครั้งแล้วยังไม่สำเร็จ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยวางแนวทางการสื่อสาร
เลิกกระท่อมได้จริงหรือไม่
การฟื้นตัวเป็นไปได้ การรักษาที่เหมาะสมควรครอบคลุมทั้งการดูแลอาการหลังหยุดสาร ความอยาก พฤติกรรม สิ่งกระตุ้น สุขภาพจิต และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ หากเคยหยุดแล้วกลับไปใช้ซ้ำก็ยังสามารถกลับเข้าสู่การรักษา วิเคราะห์สาเหตุ และปรับแผนใหม่ได้
เริ่มต้นการรักษากระท่อมก่อนปัญหาจะรุนแรงขึ้น
ครอบครัวไม่จำเป็นต้องรอให้คนที่รักสูญเสียงาน มีปัญหาสุขภาพรุนแรง หรือความสัมพันธ์ในบ้านเสียหายก่อนจึงเริ่มขอความช่วยเหลือ หากเริ่มเห็นว่าต้องใช้กระท่อมทุกวัน เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติหากไม่ได้ใช้ มีอาการถอนเมื่อพยายามหยุด หรือเคยเลิกหลายครั้งแล้วกลับไปใช้ซ้ำ นั่นเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเริ่มประเมินปัญหาอย่างจริงจัง
สำหรับครอบครัวที่กำลังสงสัยว่า “ติดกระท่อมเลิกยังไง” “อาการถอนกระท่อมต้องรักษาหรือไม่” หรือ “คนติดน้ำกระท่อมไม่ยอมไปบำบัดควรทำอย่างไร” การเริ่มต้นจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้เห็นทั้งระดับการพึ่งพา สารอื่นที่อาจใช้ร่วมกัน โรคร่วมทางจิตเวช และวิธีพูดคุยที่เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำให้หยุดกระท่อมชั่วคราว แต่คือการช่วยให้กลับไปทำงาน พักผ่อน จัดการความเครียด และใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งสาร พร้อมมีแผนรองรับความอยากและสิ่งกระตุ้นหลังจบการบำบัด
