โรคจิตเภทกับการใช้สารเสพติด อาการที่ครอบครัวควรรู้และแนวทางการรักษา
เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)
โรคจิตเภทเป็นโรคทางจิตเวชที่ส่งผลต่อความคิด การรับรู้ อารมณ์ และการใช้ชีวิต ผู้ที่มีอาการอาจได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน ระแวงว่ามีคนกำลังติดตามหรือทำร้าย เชื่อในสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง พูดหรือคิดสับสน แยกตัวจากคนอื่น หรือความสามารถในการเรียนและทำงานลดลง
เมื่อโรคจิตเภทเกิดร่วมกับการใช้สารเสพติด ปัญหาจะซับซ้อนขึ้น เพราะสารบางชนิดสามารถกระตุ้นอาการหูแว่ว หวาดระแวง กระสับกระส่าย และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปได้ ขณะเดียวกันผู้ที่มีโรคจิตเภทบางคนก็อาจใช้สารเพื่อรับมือกับความเครียด ความเหงา การนอนไม่หลับ หรือความไม่สบายใจจากอาการของตนเอง
สำหรับครอบครัวจึงมีคำถามสำคัญว่า อาการที่กำลังเห็นเป็นโรคจิตเภท เป็นอาการจากยาเสพติด หรือเป็นทั้งสองปัญหาเกิดร่วมกัน การแยกสาเหตุไม่ควรอาศัยการคาดเดาจากพฤติกรรมเพียงช่วงสั้นๆ แต่ต้องดูชนิดของสาร ช่วงเวลาที่ใช้และหยุดสาร ประวัติอาการเดิม รวมถึงติดตามอาการหลังพ้นฤทธิ์และช่วงถอนสาร เพราะข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อแนวทางการรักษา
โรคจิตเภทมีอาการอย่างไร และต่างจากอาการจากยาเสพติดอย่างไร
โรคจิตเภทเป็นโรคที่มีอาการทางจิตต่อเนื่องหรือเกิดซ้ำ และมักส่งผลต่อความสามารถในการใช้ชีวิต ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นโรคจิตเภทจะมีอาการรุนแรงตลอดเวลา ผู้เข้ารับการรักษาจำนวนมากสามารถควบคุมอาการและกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้นเมื่อได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
อาการที่ครอบครัวอาจสังเกตได้ เช่น
-
ได้ยินเสียงพูดหรือเสียงอื่นทั้งที่คนรอบข้างไม่ได้ยิน
-
รู้สึกว่ามีคนติดตาม จับตามอง หรือพยายามทำร้าย
-
เชื่อว่ามีคนส่งข้อความหรือสัญญาณบางอย่างถึงตนเองโดยเฉพาะ
-
พูดวกวนหรือเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ จนคนรอบข้างเข้าใจได้ยาก
-
พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน
-
แยกตัว ไม่ค่อยพูดคุย และลดการเข้าสังคม
-
ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยทำ
-
แสดงอารมณ์น้อยลงหรือดูเฉยชามากขึ้น
-
ดูแลสุขอนามัยและกิจวัตรประจำวันลดลง
-
การเรียนหรือการทำงานแย่ลง
-
มีปัญหาเรื่องสมาธิ การวางแผน หรือการจัดการชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม อาการหูแว่วและหวาดระแวงไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคจิตเภทเสมอไป ยาบ้า ไอซ์ กัญชา และสารออกฤทธิ์ต่อสมองบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการทางจิตได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณมาก ใช้ต่อเนื่อง หรือมีปัจจัยเสี่ยงเดิมอยู่แล้ว
ในบางคน อาการเกิดชัดเจนระหว่างใช้สารและดีขึ้นหลังหยุดสาร แต่บางคนอาจมีอาการต่อเนื่องหลังพ้นฤทธิ์แล้ว หรือพบว่ามีโรคทางจิตเวชเดิมอยู่ร่วมกับการใช้สาร จึงไม่ควรสรุปว่า “เป็นเพราะยาอย่างเดียว เดี๋ยวก็หาย” หรือ “เป็นโรคจิตเภทแน่นอน” โดยไม่ได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม
ยาเสพติดทำให้อาการโรคจิตเภทรุนแรงขึ้นได้อย่างไร
สำหรับผู้ที่มีโรคจิตเภทอยู่แล้ว การใช้สารเสพติดสามารถทำให้การควบคุมอาการยากขึ้น สารบางชนิดกระตุ้นการทำงานของสมองจนทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ระแวง หรือเกิดอาการประสาทหลอนได้ ขณะที่สารบางชนิดทำให้การตัดสินใจและการควบคุมพฤติกรรมลดลง
ยาบ้าและไอซ์เป็นสารที่ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะสามารถกระตุ้นอาการหวาดระแวง หูแว่ว และความคิดผิดไปจากความเป็นจริงได้ การอดนอนจากการใช้สารต่อเนื่องก็ยิ่งทำให้อาการทางจิตรุนแรงขึ้น
กัญชาก็เป็นอีกสารที่ควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการทางจิตหรือเคยมีอาการอยู่แล้ว การใช้กัญชาไม่ได้เป็นวิธีรักษาโรคจิตเภท และในบางคนอาจสัมพันธ์กับการเกิดหรือกำเริบของอาการทางจิต
แอลกอฮอล์แม้จะให้ผลแตกต่างจากสารกระตุ้น แต่สามารถทำให้การตัดสินใจลดลง รบกวนการนอน ทำให้รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ และทำให้การรักษาโดยรวมซับซ้อนขึ้น
เมื่อโรคจิตเภทและการติดสารเสพติดเกิดร่วมกัน อาจพบปัญหา เช่น
-
อาการหูแว่วหรือหวาดระแวงกำเริบบ่อยขึ้น
-
รับประทานยาทางจิตเวชไม่ต่อเนื่อง
-
นอนไม่เป็นเวลา
-
ดูแลตัวเองลดลง
-
มีความขัดแย้งกับครอบครัว
-
การเรียนหรือการทำงานได้รับผลกระทบ
-
กลับไปใช้สารหลังอาการดีขึ้น
-
ต้องเข้ารับการรักษาซ้ำเนื่องจากอาการกำเริบ
จึงไม่ควรรักษาเฉพาะอาการทางจิตโดยไม่สนใจการใช้สาร และไม่ควรบำบัดสารเสพติดโดยมองข้ามโรคจิตเภท เพราะปัญหาทั้งสองสามารถส่งผลต่อกันได้ตลอดกระบวนการฟื้นฟู
รักษาโรคจิตเภทที่เกิดร่วมกับการติดสารเสพติดอย่างไร
การรักษาควรเริ่มจากการประเมินอย่างละเอียดว่าใช้สารอะไร ใช้บ่อยเพียงใด ใช้ครั้งล่าสุดเมื่อไร อาการทางจิตเริ่มก่อนหรือหลังการใช้สาร เคยมีอาการในช่วงที่ไม่ได้ใช้สารหรือไม่ และเคยได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาทางจิตเวชมาก่อนหรือไม่
ประเมินอาการทางจิตและความปลอดภัย
ในช่วงที่มีอาการมาก ผู้เข้ารับการรักษาอาจไม่สามารถแยกได้ว่าสิ่งที่ได้ยินหรือสิ่งที่เชื่อนั้นตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ ครอบครัวไม่ควรพยายามเอาชนะด้วยการโต้เถียงว่า “ไม่มีใครตามเธอ” หรือ “คิดไปเองทั้งนั้น” เพราะอาจเพิ่มความไม่ไว้วางใจและความขัดแย้ง
ควรพูดด้วยน้ำเสียงสงบ รับฟังความรู้สึกโดยไม่จำเป็นต้องยืนยันว่าความเชื่อนั้นเป็นเรื่องจริง เช่น “เข้าใจว่าตอนนี้รู้สึกกลัวมาก เราอยากช่วยให้รู้สึกปลอดภัยขึ้น”
หากผู้ที่มีอาการสับสนมาก ควบคุมตนเองไม่ได้ ไม่กินอาหารหรือดื่มน้ำ ไม่สามารถดูแลตัวเอง มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือมีความคิดและพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว
รักษาโรคจิตเภทด้วยยาอย่างต่อเนื่อง
ยารักษาอาการทางจิตเป็นส่วนสำคัญของการรักษาโรคจิตเภท โดยช่วยลดอาการหูแว่ว หวาดระแวง ความคิดที่ผิดไปจากความเป็นจริง และอาการทางจิตอื่นๆ การเลือกยาและปรับยาต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลตามอาการ ผลข้างเคียง โรคประจำตัว และประวัติการรักษา
ปัญหาที่พบได้ในผู้ที่ใช้สารเสพติดร่วมคือการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ บางคนหยุดยาเมื่อรู้สึกดีขึ้น บางคนลืมรับประทานยาเนื่องจากใช้สารหรือนอนผิดเวลา และบางคนไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหา จึงทำให้อาการกลับมากำเริบได้
ในผู้ที่มีปัญหากับการรับประทานยาทุกวัน จิตแพทย์อาจพิจารณายารักษาอาการทางจิตชนิดฉีดออกฤทธิ์นานในบางราย เพื่อลดปัญหาการขาดยา แต่ต้องพิจารณาจากความเหมาะสมของแต่ละคน
ไม่ควรหยุดหรือลดยาทางจิตเวชด้วยตนเองเมื่ออาการดีขึ้น การปรับยาควรทำร่วมกับจิตแพทย์
รักษาการติดสารเสพติดไปพร้อมกัน
หากรักษาอาการทางจิตจนดีขึ้นแล้วกลับไปใช้ยาบ้าหรือไอซ์อีก อาการหวาดระแวงและหูแว่วอาจกลับมาได้ ในทางกลับกัน หากพยายามให้เลิกสารโดยไม่รักษาอาการทางจิต ผู้เข้ารับการรักษาอาจยังมีความทุกข์จากอาการและกลับไปใช้สารเพื่อพยายามจัดการกับความรู้สึกของตนเอง
การบำบัดจึงควรช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสารกับอาการของตนเอง ค้นหาสิ่งกระตุ้นที่ทำให้กลับไปใช้สาร ฝึกจัดการความอยาก และสร้างวิธีรับมือกับความเครียดที่ไม่ต้องพึ่งสาร
การพูดคุยเพื่อสร้างแรงจูงใจมีประโยชน์โดยเฉพาะในผู้ที่ยังไม่เห็นว่าการใช้สารเป็นปัญหา เป้าหมายไม่ใช่การบังคับให้ยอมรับทันที แต่ช่วยให้เจ้าตัวมองเห็นความแตกต่างระหว่างชีวิตที่ต้องการกับผลที่เกิดขึ้นจากการใช้สาร และค่อยๆ สร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง
ฟื้นฟูการนอน กิจวัตร และการใช้ชีวิต
การรักษาไม่ได้จบเมื่อหูแว่วหรือความหวาดระแวงลดลง ผู้ที่ผ่านช่วงอาการกำเริบอาจยังมีปัญหาเรื่องแรงจูงใจ สมาธิ การเข้าสังคม การดูแลตัวเอง หรือความมั่นใจในการกลับไปเรียนและทำงาน
การสร้างกิจวัตรจึงเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู เช่น การนอนและตื่นเป็นเวลา รับประทานยาสม่ำเสมอ ออกกำลังกาย ดูแลสุขอนามัย ทำกิจกรรมที่มีเป้าหมาย และค่อยๆ กลับไปทำหน้าที่ตามความพร้อม
ครอบครัวควรเรียนรู้สัญญาณเตือนของทั้งการกำเริบของโรคและการกลับไปใช้สาร เพื่อให้สามารถขอความช่วยเหลือได้ตั้งแต่ระยะแรก
คนในครอบครัวเป็นโรคจิตเภทและติดยา แต่ไม่ยอมรักษา ควรทำอย่างไร
หนึ่งในสถานการณ์ที่ยากสำหรับครอบครัวคือผู้ที่มีอาการไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหา บางคนเชื่อว่าตนเองไม่ได้ป่วย บางคนคิดว่าครอบครัวกำลังพยายามควบคุมตนเอง ขณะที่บางคนยอมรับว่ามีอาการแต่ไม่เห็นว่าการใช้สารเกี่ยวข้องกับอาการเหล่านั้น
การพูดว่า “ต้องยอมรับก่อนว่าตัวเองป่วย” หรือพยายามบังคับให้ยอมรับทุกอย่างในครั้งเดียว อาจทำให้เกิดการต่อต้านมากขึ้น ควรเริ่มจากปัญหาที่เจ้าตัวมองเห็นและอยากแก้ก่อน เช่น นอนไม่หลับ เครียด ทะเลาะกับคนในบ้าน ไม่มีเงิน หรือรู้สึกว่ามีคนรบกวนตลอดเวลา แล้วเชื่อมไปสู่การเข้ารับการประเมิน
ครอบครัวอาจพูดว่า “ช่วงนี้เห็นว่านอนไม่ค่อยได้และดูเครียดมาก เราอยากให้มีคนช่วยดูเรื่องการนอนและความเครียดก่อน” การเริ่มต้นจากสิ่งที่เจ้าตัวให้ความสำคัญอาจเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือได้มากกว่าการเถียงเรื่องชื่อโรค
ในขณะเดียวกัน ครอบครัวควรมีขอบเขตที่ชัดเจน ไม่สนับสนุนเงินที่นำไปซื้อสาร ไม่ช่วยปกปิดผลเสียจากการใช้สาร และไม่ปล่อยให้พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยดำเนินต่อไปโดยไม่มีการช่วยเหลือ
หากเจ้าตัวยังไม่พร้อมเข้ารักษา ครอบครัวสามารถเข้ามาปรึกษาทีมรักษาก่อนได้ เพื่อวางแผนการพูดคุย ประเมินระดับความเสี่ยง และหาวิธีพาเข้าสู่การรักษาที่เหมาะสม
รักษาแบบผู้ป่วยนอกหรืออยู่ประจำ แบบไหนเหมาะกับโรคจิตเภทและการใช้สารเสพติด
ไม่ใช่ทุกคนที่มีโรคจิตเภทหรือมีประวัติใช้สารเสพติดจำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดแบบอยู่ประจำ การเลือกรูปแบบการรักษาควรพิจารณาจากความรุนแรงของอาการ ความปลอดภัย ความสามารถในการหยุดสาร ความสม่ำเสมอในการรับประทานยา สภาพแวดล้อม และความพร้อมของครอบครัว
สำหรับผู้ที่อาการทางจิตคงที่ ไม่มีภาวะฉุกเฉิน สามารถเดินทางมารับการรักษาและติดตามอาการได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเริ่มต้นด้วยการประเมินแบบผู้ป่วยนอกที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) ซึ่งเป็นคลินิกสุขภาพจิตของเรา ตั้งอยู่ถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อประเมินอาการทางจิต การใช้สาร การนอน การรับประทานยา และปัญหาที่เกิดร่วมกัน ก่อนวางแผนการรักษาตามความเหมาะสม
หากผู้ที่มีอาการยังไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหา ครอบครัวสามารถเข้ามาปรึกษาก่อนได้ เพื่อช่วยประเมินสถานการณ์และวางแนวทางการสื่อสาร โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เจ้าตัวยอมรับคำว่า “โรคจิตเภท” หรือ “ติดยา” ก่อนจึงเริ่มขอความช่วยเหลือ
ในทางกลับกัน หากมีการใช้สารซ้ำ อาการทางจิตกำเริบบ่อย รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถหยุดการเข้าถึงสารในสภาพแวดล้อมเดิมได้ หรือจำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด การบำบัดแบบอยู่ประจำอาจเหมาะสมกว่า
หากมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น สับสนมาก ไม่สามารถดูแลตนเอง มีพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตราย หรือมีความคิดและพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ควรเข้ารับการประเมินฉุกเฉินก่อน ไม่ควรรอเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกตามนัด
การบำบัดโรคจิตเภทและการติดสารเสพติดที่ Day One Rehabilitation Center
ผู้ที่มีโรคจิตเภทและการติดสารเสพติดร่วมกันจำเป็นต้องได้รับการประเมินทั้งสองปัญหา ไม่ใช่เลือกว่าจะรักษาโรคจิตเภทหรือรักษาการติดยาก่อนเพียงอย่างเดียว
ที่ Day One Rehabilitation Center การดูแลแบบอยู่ประจำช่วยให้ทีมรักษาสามารถติดตามอาการทางจิต การนอน การใช้ยา อาการจากการหยุดสาร และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง โดยจิตแพทย์สามารถประเมินอาการและปรับยาตามความเหมาะสม ขณะเดียวกันผู้เข้ารับการรักษาจะได้รับการบำบัดเรื่องการใช้สาร การจัดการความอยาก การป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ และการฟื้นฟูกิจวัตร
สภาพแวดล้อมที่ไม่มีการเข้าถึงสารในช่วงแรกยังช่วยให้การประเมินชัดเจนขึ้นว่าหลังพ้นช่วงฤทธิ์และอาการจากสารแล้ว อาการทางจิตส่วนใดยังคงอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนรักษาระยะต่อไป
เป้าหมายของการรักษาไม่ได้อยู่เพียงการทำให้อาการหูแว่วหรือหวาดระแวงลดลง แต่ต้องช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษากลับมารับประทานยาอย่างต่อเนื่อง นอนเป็นเวลา ดูแลตัวเองได้ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสารกับอาการของตนเอง และมีแผนป้องกันการกลับไปใช้สารหลังออกจากการรักษา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคจิตเภทและยาเสพติด
หูแว่วและหวาดระแวงหลังเสพยา หมายความว่าเป็นโรคจิตเภทหรือไม่
ไม่เสมอไป สารเสพติดหลายชนิดสามารถทำให้เกิดอาการทางจิตได้ การวินิจฉัยต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างอาการกับการใช้สาร ระยะเวลาที่อาการดำเนินต่อหลังหยุดสาร ประวัติอาการเดิม และข้อมูลอื่นร่วมกัน
ยาบ้าและไอซ์ทำให้เป็นโรคจิตเภทได้หรือไม่
ยาบ้าและไอซ์สามารถทำให้เกิดอาการทางจิต เช่น หูแว่ว หวาดระแวง และความคิดผิดไปจากความเป็นจริงได้ แต่การมีอาการจากสารไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นโรคจิตเภท การแยกสองภาวะนี้ต้องอาศัยการประเมินและติดตามอาการหลังหยุดสาร
คนเป็นโรคจิตเภทใช้กัญชาได้ไหม
ผู้ที่มีโรคจิตเภทหรือเคยมีอาการทางจิตควรหลีกเลี่ยงกัญชา เพราะกัญชาสามารถทำให้อาการทางจิตกำเริบหรือควบคุมได้ยากขึ้นในบางคน
เมื่อเลิกยาเสพติดแล้ว อาการหูแว่วจะหายไหม
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากอาการสัมพันธ์กับฤทธิ์ของสาร อาการอาจดีขึ้นหลังหยุดสารและได้รับการดูแล แต่หากมีโรคจิตเภทหรือโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย อาการอาจยังคงอยู่และต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง จึงไม่ควรใช้การหยุดสารเพียงอย่างเดียวเป็นวิธีพิสูจน์หรือวินิจฉัยด้วยตนเอง
โรคจิตเภทต้องกินยาตลอดชีวิตหรือไม่
ระยะเวลาในการรักษาแตกต่างกันในแต่ละคนและขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่อาการกำเริบ ความรุนแรง การตอบสนองต่อยา และปัจจัยเสี่ยงอื่น การหยุดยาควรเป็นการตัดสินใจร่วมกับจิตแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเองเมื่อรู้สึกว่าอาการดีขึ้น
ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นโรคจิตเภท จะพาไปรักษาอย่างไร
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการบังคับให้ยอมรับชื่อโรค อาจเริ่มพูดจากสิ่งที่เจ้าตัวกำลังทุกข์ เช่น นอนไม่หลับ เครียด ระแวง หรือมีปัญหากับคนรอบข้าง แล้วชวนให้เข้ารับการประเมินเพื่อช่วยแก้ปัญหานั้นก่อน หากยังไม่ยอม ครอบครัวสามารถปรึกษาทีมรักษาเพื่อวางแนวทางการสื่อสารได้
โรคจิตเภทที่มีการติดสารเสพติดร่วมกันรักษาได้หรือไม่
สามารถรักษาและควบคุมอาการได้ การรักษามักต้องดูแลทั้งโรคจิตเภทและการใช้สารไปพร้อมกัน รวมถึงการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ การบำบัด การฟื้นฟูกิจวัตร และการป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำ การรักษาอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้เข้ารับการรักษากลับไปใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
โรคจิตเภทต้องเข้าศูนย์บำบัดแบบอยู่ประจำไหม
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน หากอาการคงที่ ไม่มีภาวะฉุกเฉิน และสามารถติดตามการรักษาได้ อาจเริ่มรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่**ปีติ คลินิก (Piti Clinic)** ในกรุงเทพฯ ได้ แต่หากมีการติดสารร่วม ควบคุมการใช้สารไม่ได้ อาการกำเริบซ้ำ รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ หรือสภาพแวดล้อมเดิมทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง อาจพิจารณาการบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center
โรคจิตเภทและการติดสารควรรักษาไปพร้อมกัน
เมื่อคนในครอบครัวมีทั้งอาการหูแว่ว หวาดระแวง พฤติกรรมเปลี่ยนไป และมีประวัติใช้สารเสพติด สิ่งสำคัญไม่ใช่การรีบตัดสินว่า “เป็นเพราะยา” หรือ “เป็นเพราะโรค” แต่คือการพาเข้าสู่การประเมินอย่างเหมาะสม เพื่อดูว่าสองปัญหานี้สัมพันธ์กันอย่างไร
โรคจิตเภทสามารถรักษาและควบคุมอาการได้ และปัญหาการติดสารก็สามารถฟื้นฟูได้เช่นกัน การดูแลทั้งสองด้านพร้อมกันช่วยลดช่องว่างที่ทำให้อาการทางจิตกำเริบแล้วกลับไปใช้สาร หรือหยุดสารได้ช่วงหนึ่งแต่ยังมีอาการทางจิตจนการฟื้นตัวไม่ต่อเนื่อง
สำหรับผู้ที่อาการคงที่ การเริ่มต้นด้วยการประเมินแบบผู้ป่วยนอกสามารถช่วยให้เห็นปัญหาและวางแผนรักษาได้ก่อน ส่วนผู้ที่มีโรคจิตเภทร่วมกับการใช้สารอย่างซับซ้อน การรักษาแบบอยู่ประจำสามารถช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการหยุดสาร ติดตามอาการ และฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง
ครอบครัวไม่จำเป็นต้องรอให้เจ้าตัวยอมรับทุกปัญหาเสียก่อน การรับฟังโดยไม่ตอกย้ำความขัดแย้ง การสังเกตสัญญาณอันตราย และการขอคำปรึกษาจากทีมรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาได้
