โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

โรควิตกกังวลกับการใช้สารเสพติด อาการที่ครอบครัวควรรู้และแนวทางการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)

ความกังวลเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามปกติเมื่อเราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ปัญหา หรือเหตุการณ์สำคัญ แต่โรควิตกกังวลแตกต่างจากความกังวลทั่วไปตรงที่ความกลัวหรือความกังวลเกิดขึ้นมากเกินไป ต่อเนื่อง ควบคุมได้ยาก หรือเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ได้มีอันตรายตามระดับที่รู้สึก จนกระทบการนอน การเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต

บางคนมีอาการใจสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก มือสั่น เหงื่อออก เวียนศีรษะ รู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นลมหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ ขณะที่บางคนไม่ได้มีอาการรุนแรงเป็นครั้งๆ แต่กังวลต่อเนื่อง คิดวน คาดการณ์เรื่องร้ายๆ และรู้สึกผ่อนคลายได้ยาก

เมื่อโรควิตกกังวลเกิดร่วมกับการใช้สารเสพติด ปัญหาจะซับซ้อนขึ้น เพราะสารบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการคล้ายความวิตกกังวลหรือแพนิคได้ ขณะเดียวกันบางคนเริ่มใช้แอลกอฮอล์ กัญชา ยากล่อมประสาท หรือสารอื่นเพื่อพยายามลดความกังวล ช่วยให้นอน หรือทำให้กล้าเข้าสังคมมากขึ้น

ครอบครัวจึงไม่ควรรีบสรุปว่า “คิดมากไปเอง” หรือ “เป็นเพราะยาอย่างเดียว” เพราะอาการวิตกกังวลอาจเกิดก่อนการใช้สาร เกิดจากฤทธิ์หรือการถอนสาร หรือเกิดทั้งสองปัญหาร่วมกัน การแยกความสัมพันธ์เหล่านี้ให้ชัดช่วยให้วางแผนรักษาได้ตรงกับปัญหามากขึ้น

โรควิตกกังวลมีอาการอย่างไร และแบบไหนควรได้รับการประเมิน

โรควิตกกังวลไม่ได้มีรูปแบบเดียว บางคนกังวลหลายเรื่องในชีวิตอย่างต่อเนื่อง บางคนกลัวการเข้าสังคม บางคนมีความกลัวเฉพาะสถานการณ์ ขณะที่บางคนเกิดอาการแพนิคเป็นช่วงๆ โดยรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงพร้อมกับอาการทางร่างกาย

อาการที่ครอบครัวอาจสังเกตเห็น ได้แก่

  • กังวลมากและหยุดความคิดได้ยาก

  • คิดวนถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นและมักคาดว่าจะเกิดผลร้าย

  • กระสับกระส่าย รู้สึกตึงเครียด หรือผ่อนคลายได้ยาก

  • หงุดหงิดง่าย

  • สมาธิลดลงเพราะมีเรื่องกังวลอยู่ตลอด

  • นอนหลับยาก หลับไม่สนิท หรือตื่นขึ้นมาแล้วคิดมาก

  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว

  • แน่นหน้าอกหรือรู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม

  • มือสั่น เหงื่อออก หรือรู้สึกร้อนวูบวาบ

  • เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม

  • กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อเกิดอาการ

  • หลีกเลี่ยงสถานที่ คน หรือสถานการณ์ที่ทำให้กังวล

  • ไม่กล้าเดินทาง อยู่คนเดียว หรือเข้าสังคมเหมือนเดิม

  • ใช้แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ หรือสารอื่นเพื่อทำให้ตนเองสงบลง

ความวิตกกังวลไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคเสมอไป สิ่งที่ควรพิจารณาคือความรุนแรง ความต่อเนื่อง ความสามารถในการควบคุม และผลกระทบต่อชีวิต หากความกังวลทำให้ไม่สามารถไปทำงาน ไม่กล้าออกจากบ้าน นอนไม่ได้ต่อเนื่อง หรือจำเป็นต้องพึ่งสารเพื่อให้ผ่านแต่ละวัน ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

ยาบ้า ไอซ์ กัญชา และอาการถอนสาร ทำให้เกิดอาการเหมือนโรควิตกกังวลได้หรือไม่

ได้ สารออกฤทธิ์ต่อสมองหลายชนิดสามารถทำให้เกิดอาการวิตกกังวลได้ทั้งระหว่างใช้ หลังฤทธิ์ลดลง และในช่วงถอนสาร

สารกระตุ้นอย่างยาบ้า ไอซ์ และโคเคนสามารถทำให้หัวใจเต้นเร็ว ตื่นตัวมาก กระสับกระส่าย มือสั่น นอนไม่หลับ และรู้สึกระแวง เมื่ออาการทางร่างกายรุนแรง ผู้ใช้อาจรู้สึกเหมือนกำลังเกิดแพนิคหรือมีอันตรายร้ายแรงกับตนเอง

หากใช้สารกระตุ้นต่อเนื่องและอดนอนเป็นเวลานาน ความวิตกกังวลอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดความหวาดระแวง หูแว่ว หรืออาการทางจิตร่วมด้วย

กัญชาอาจทำให้บางคนรู้สึกผ่อนคลาย แต่ในบางคนกลับทำให้ใจเต้นเร็ว วิตกกังวล หวาดกลัว หรือเกิดอาการคล้ายแพนิค โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณมากหรือเป็นผู้ที่ไวต่อผลของสาร

คาเฟอีนและเครื่องดื่มที่มีสารกระตุ้นก็สามารถทำให้อาการใจสั่น มือสั่น นอนไม่หลับ และความกังวลเพิ่มขึ้นในคนที่ไวต่อสารเหล่านี้ได้ แม้จะไม่ใช่ยาเสพติดผิดกฎหมายก็ตาม

อีกด้านหนึ่งคืออาการถอนสาร ผู้ที่ใช้แอลกอฮอล์หรือยากดประสาทบางชนิดต่อเนื่องอาจมีอาการวิตกกังวล กระสับกระส่าย มือสั่น ใจสั่น และนอนไม่หลับเมื่อหยุดหรือลดการใช้ หากมีการใช้ต่อเนื่องมาก การหยุดสารบางชนิดอย่างกะทันหันอาจมีความเสี่ยงทางการแพทย์ จึงไม่ควรพยายามจัดการอาการถอนรุนแรงด้วยตนเอง

ด้วยเหตุนี้ การวินิจฉัยจึงต้องดูว่าอาการวิตกกังวลเริ่มเมื่อใด เคยเกิดก่อนเริ่มใช้สารหรือไม่ เกิดเฉพาะหลังใช้สารหรือช่วงถอนหรือไม่ และหลังหยุดสารแล้วอาการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ทำไมคนที่วิตกกังวลจึงอาจใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเพื่อช่วยตัวเอง

สำหรับคนที่ต้องอยู่กับความกังวลอย่างต่อเนื่อง การค้นพบว่าสารบางอย่างทำให้รู้สึกสงบหรือกลัวน้อยลงชั่วคราวอาจทำให้เกิดการใช้ซ้ำได้ง่าย

ตัวอย่างเช่น คนที่กลัวการเข้าสังคมอาจพบว่าหลังดื่มแอลกอฮอล์แล้วกล้าพูดกับคนอื่นมากขึ้น คนที่คิดมากก่อนนอนอาจเริ่มใช้แอลกอฮอล์หรือยานอนหลับเพื่อให้หลับง่ายขึ้น ขณะที่คนที่รู้สึกตึงเครียดตลอดวันอาจใช้กัญชาหรือสารอื่นเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย

ในระยะสั้น เจ้าตัวจึงอาจรู้สึกว่าสารกำลัง “ช่วย” และไม่ได้มองว่าตนเองกำลังมีปัญหาการใช้สาร

แต่เมื่อสมองเรียนรู้ว่า “กังวลเมื่อไร ให้ใช้สาร” การรับมือกับความกังวลโดยวิธีอื่นอาจค่อยๆ ลดลง บางคนเริ่มต้องใช้บ่อยขึ้น ใช้ก่อนเข้าสังคมทุกครั้ง หรือรู้สึกว่าถ้าไม่มีสารจะนอนหรือทำกิจกรรมบางอย่างไม่ได้

วงจรอาจเกิดขึ้นในลักษณะว่า รู้สึกกังวลจึงใช้สาร เมื่อใช้แล้วรู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่หลังฤทธิ์หมดกลับนอนไม่ดี กังวลมากขึ้น หรือเกิดปัญหาจากการใช้สาร จากนั้นจึงกลับไปใช้สารอีกเพื่อบรรเทาความรู้สึกเหล่านั้น

ในระยะยาว สิ่งที่เริ่มต้นจากการพยายามช่วยตัวเองจึงอาจกลายเป็นปัญหาสองด้านที่ส่งเสริมกัน คือความวิตกกังวลทำให้อยากใช้สาร และผลจากการใช้สารทำให้ความวิตกกังวล การนอน สุขภาพ และปัญหาในชีวิตแย่ลง

รักษาโรควิตกกังวลที่เกิดร่วมกับการติดสารเสพติดอย่างไร

การรักษาควรประเมินทั้งอาการวิตกกังวลและการใช้สารไปพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องรอให้หยุดสารได้อย่างสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มดูแลสุขภาพจิต และไม่ควรรักษาความวิตกกังวลโดยไม่ถามถึงแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ กัญชา สารกระตุ้น หรือสารอื่นที่ใช้อยู่

แยกโรควิตกกังวลออกจากอาการที่เกิดจากสาร

ทีมรักษาจะสอบถามว่าความวิตกกังวลเริ่มเมื่อใด เกิดในสถานการณ์ใด เคยเกิดก่อนเริ่มใช้สารหรือไม่ ใช้สารอะไร ปริมาณและความถี่เป็นอย่างไร และอาการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อไม่ได้ใช้สาร

บางครั้งต้องติดตามอาการต่อเนื่องหลังพ้นฤทธิ์หรือช่วงถอนสาร เพราะการประเมินขณะที่เพิ่งใช้สารหรือกำลังถอนสารอาจยังไม่สามารถบอกได้ชัดว่าอาการทั้งหมดเกิดจากโรควิตกกังวลหรือไม่

หากมีอาการใจสั่นหรือแน่นหน้าอกก็ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นแพนิคทุกครั้ง เพราะอาการลักษณะนี้สามารถเกิดจากโรคทางกายหรือฤทธิ์ของสารได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง หมดสติ หายใจผิดปกติ หรือมีอาการทางร่างกายที่ผิดไปจากเดิม ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์

ใช้จิตบำบัดเพื่อเรียนรู้วิธีรับมือกับความกังวลโดยไม่พึ่งสาร

การบำบัดความคิดและพฤติกรรมเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการรักษาโรควิตกกังวล ช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาสังเกตความคิดที่ทำให้ความกลัวเพิ่มขึ้น เข้าใจการตอบสนองของร่างกาย และค่อยๆ เปลี่ยนวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่เคยหลีกเลี่ยง

สำหรับผู้ที่มีการใช้สารร่วม การบำบัดยังต้องช่วยให้เห็นวงจรระหว่างความวิตกกังวลกับการใช้สาร เช่น

“ก่อนเจอคนเยอะ ฉันกลัวว่าจะพูดผิด จึงต้องดื่มก่อนทุกครั้ง พอดื่มแล้วกล้าขึ้น จึงยิ่งเชื่อว่าถ้าไม่ดื่มฉันจะเข้าสังคมไม่ได้”

หรือ

“ตอนกลางคืนฉันคิดมากและกลัวว่าจะนอนไม่หลับ จึงใช้ยาเพื่อบังคับให้ตัวเองหลับ จนสุดท้ายรู้สึกว่าไม่มีมันแล้วนอนไม่ได้”

การรักษาจึงไม่ได้เพียงนำสารออก แต่ช่วยสร้างทักษะใหม่เพื่อให้เจ้าตัวสามารถอยู่กับความกังวลและจัดการกับมันได้โดยไม่ต้องใช้สารเป็นวิธีหลัก

ใช้ยารักษาโรควิตกกังวลเมื่อมีข้อบ่งชี้

โรควิตกกังวลบางชนิดสามารถรักษาด้วยยาได้ จิตแพทย์จะพิจารณาจากลักษณะของโรค ความรุนแรง ประวัติการใช้สาร ยาที่ใช้อยู่ โรคประจำตัว และความเสี่ยงของแต่ละคน

ยาบางกลุ่มที่ใช้รักษาโรควิตกกังวลต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจึงเห็นผล และไม่ได้ทำให้ความกังวลหายทันทีหลังรับประทานเพียงครั้งเดียว

สำหรับผู้ที่มีประวัติติดสาร การเลือกยาควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะยาคลายกังวลหรือยานอนหลับบางกลุ่มที่อาจเกิดการพึ่งพาได้หากใช้ไม่เหมาะสม จึงไม่ควรซื้อยา รับยาจากคนอื่น เพิ่มขนาดยา หรือหยุดยาเอง

หากใช้ยากลุ่มที่อาจเกิดอาการถอนมาเป็นเวลานาน การหยุดอย่างกะทันหันอาจไม่ปลอดภัย ควรให้แพทย์ประเมินและวางแผนการรักษาเป็นรายบุคคล

ฟื้นฟูการนอนและลดวงจรการหลีกเลี่ยง

คนที่วิตกกังวลมักเริ่มหลีกเลี่ยงสิ่งที่กลัว เช่น ไม่ออกจากบ้าน ไม่เดินทาง ไม่พบคน ไม่พูดต่อหน้าคนอื่น หรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เคยเกิดแพนิค การหลีกเลี่ยงอาจทำให้รู้สึกดีขึ้นในทันที แต่ในระยะยาวอาจทำให้ความกลัวยังคงอยู่และขยายไปยังสถานการณ์อื่น

การรักษาจึงช่วยให้ค่อยๆ กลับไปเผชิญสถานการณ์ตามระดับที่เหมาะสม ไม่ใช่บังคับให้เผชิญสิ่งที่กลัวอย่างรุนแรงทันที

การนอนก็เป็นอีกส่วนที่ต้องดูแล เพราะความวิตกกังวลทำให้นอนยาก ขณะที่การนอนไม่พอทำให้ความสามารถในการจัดการอารมณ์ลดลง การกำหนดเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอ ลดสารกระตุ้น และลดการพึ่งสารเพื่อช่วยให้นอนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู

คนวิตกกังวลและใช้สาร แต่ไม่ยอมรับว่ามีปัญหา ครอบครัวควรพูดอย่างไร

บางครั้งครอบครัวเห็นชัดว่าเจ้าตัวต้องดื่มทุกครั้งก่อนเข้าสังคม ใช้ยานอนหลับมากขึ้น หรือใช้กัญชาแทบทุกครั้งเมื่อเครียด แต่เจ้าตัวอาจรู้สึกว่านี่เป็นเพียงวิธีที่ช่วยให้ตนเองใช้ชีวิตได้

การพูดว่า “เลิกคิดมากเสียที” “ไม่มีอะไรให้น่ากลัว” หรือ “ถ้าไม่ใช้ยาก็จบ” มักไม่ช่วย เพราะเจ้าตัวกำลังรู้สึกถึงความกลัวหรือความไม่สบายใจจริง แม้คนรอบข้างจะมองว่าสถานการณ์นั้นไม่น่ากลัวก็ตาม

ครอบครัวควรเริ่มจากสิ่งที่สังเกตเห็น เช่น “ช่วงนี้เห็นว่าต้องดื่มก่อนออกไปเจอคนแทบทุกครั้ง เราเป็นห่วงว่าถ้าวันหนึ่งไม่มีเหล้าแล้วจะยิ่งออกไปไหนยากขึ้น”

จากนั้นอาจถามว่า “เวลาที่ไม่ได้ใช้สาร ความกังวลเป็นอย่างไร” “สารช่วยอะไรในตอนนั้น” และ “มีอะไรที่เริ่มเป็นปัญหาหลังจากต้องใช้บ่อยขึ้นไหม”

การถามเช่นนี้ช่วยให้เจ้าตัวสำรวจทั้งประโยชน์ระยะสั้นที่ตนเองรู้สึกและผลเสียระยะยาว โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากการบังคับให้ยอมรับว่าเป็นโรควิตกกังวลหรือติดสาร

หากเจ้าตัวยังไม่พร้อมเข้ารับการรักษา ครอบครัวสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนได้ เพื่อช่วยแยกว่าอะไรเป็นความกังวลทั่วไป อะไรควรได้รับการประเมิน และควรวางขอบเขตเรื่องการใช้สารอย่างไร

รักษาแบบผู้ป่วยนอกหรืออยู่ประจำ แบบไหนเหมาะกับโรควิตกกังวลและการใช้สารเสพติด

ผู้ที่มีโรควิตกกังวลไม่ได้จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาแบบอยู่ประจำทุกคน หากยังสามารถใช้ชีวิตได้ มีความปลอดภัย ไม่มีอาการถอนสารที่ต้องเฝ้าระวัง และสามารถมาติดตามการรักษาได้ การรักษาแบบผู้ป่วยนอกมักเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม

ผู้ที่มีอาการวิตกกังวล แพนิค นอนไม่หลับ หรือมีการใช้แอลกอฮอล์ กัญชา ยานอนหลับ หรือสารอื่นร่วม สามารถเริ่มประเมินแบบผู้ป่วยนอกที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) คลินิกสุขภาพจิตของเรา บริเวณถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อประเมินอาการทางจิตใจ รูปแบบการใช้สาร การนอน และโรคที่อาจเกิดร่วมกัน

ครอบครัวสามารถเข้ามาปรึกษาก่อนได้หากเจ้าตัวยังไม่พร้อม โดยเฉพาะเมื่อไม่แน่ใจว่าความวิตกกังวลที่เห็นสัมพันธ์กับสารหรือเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่มีอยู่เดิม

หากมีการติดสารร่วมอย่างชัดเจน หยุดสารในสภาพแวดล้อมเดิมไม่ได้ กลับไปใช้ซ้ำหลายครั้ง ใช้สารเพื่อควบคุมความกังวลแทบทุกวัน การนอนและชีวิตประจำวันเสียมาก หรือมีโรคทางจิตเวชหลายด้านร่วมกัน การบำบัดแบบอยู่ประจำอาจเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา

การบำบัดโรควิตกกังวลและการติดสารเสพติดที่ Day One Rehabilitation Center

ผู้ที่มีโรควิตกกังวลร่วมกับการติดสารเสพติดควรได้รับการดูแลทั้งสองปัญหาไปพร้อมกัน เพราะหากหยุดสารได้แต่ยังไม่สามารถจัดการกับความกังวล เจ้าตัวอาจกลับไปใช้สารเมื่อเผชิญความเครียดหรือสถานการณ์เดิม ในทางกลับกัน หากรักษาความวิตกกังวลแต่ยังใช้สารต่อเนื่อง ฤทธิ์และอาการถอนของสารอาจทำให้อาการทางใจควบคุมได้ยากขึ้น

ที่ Day One Rehabilitation Center ทีมรักษาจะประเมินชนิดและรูปแบบการใช้สาร อาการถอน ความวิตกกังวล การนอน อาการทางกาย ประวัติการรักษาทางจิตเวช และปัญหาที่เกิดร่วมกัน เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคน

การบำบัดแบบอยู่ประจำช่วยลดการเข้าถึงสารในช่วงแรกและทำให้สามารถติดตามอาการหลังหยุดสารได้ต่อเนื่อง จิตแพทย์สามารถประเมินการใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ ขณะที่การบำบัดรายบุคคลและกลุ่มบำบัดช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาเรียนรู้การจัดการความกังวล ความอยากใช้สาร สิ่งกระตุ้น และพฤติกรรมหลีกเลี่ยง

การฟื้นฟูยังให้ความสำคัญกับการนอน การออกกำลังกาย กิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอ และการเตรียมแผนรับมือก่อนกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม

เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการทำให้รู้สึกสงบในช่วงที่เข้ารับการรักษา แต่คือการช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาสามารถเผชิญความเครียด ความกลัว และความไม่แน่นอนในชีวิตได้โดยไม่ต้องกลับไปพึ่งสารเป็นวิธีหลัก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรควิตกกังวลและการใช้สารเสพติด

ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม และแน่นหน้าอก หมายความว่าเป็นแพนิคหรือไม่

ไม่เสมอไป อาการเหล่านี้พบได้ในแพนิค แต่สามารถเกิดจากสารกระตุ้น คาเฟอีน โรคทางกาย หรือสาเหตุอื่นได้ หากอาการรุนแรง เกิดขึ้นครั้งแรก หรือมีอาการผิดปกติทางร่างกายร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์

ยาบ้าและไอซ์ทำให้วิตกกังวลหรือแพนิคได้ไหม

ได้ สารกระตุ้นสามารถทำให้หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ และรู้สึกกลัวหรือระแวง จึงอาจทำให้เกิดอาการคล้ายหรือกระตุ้นแพนิคได้

กัญชาช่วยลดความวิตกกังวลหรือไม่

ผลของกัญชาแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนอาจรู้สึกผ่อนคลายชั่วคราว แต่บางคนกลับมีอาการใจสั่น วิตกกังวล หวาดกลัว หรือแพนิคมากขึ้น จึงไม่ควรใช้กัญชาเป็นวิธีรักษาโรควิตกกังวลด้วยตนเอง

ดื่มเหล้าเพื่อให้กล้าเข้าสังคมถือว่าเป็นปัญหาหรือไม่

การดื่มเป็นครั้งคราวไม่ได้หมายความว่าติดแอลกอฮอล์ทันที แต่หากเริ่มรู้สึกว่าต้องดื่มทุกครั้งจึงจะเข้าสังคมได้ ต้องเพิ่มปริมาณ หรือไม่สามารถเผชิญสถานการณ์ได้โดยไม่มีแอลกอฮอล์ ควรประเมินทั้งความวิตกกังวลและรูปแบบการดื่ม

ยาคลายกังวลทำให้ติดได้หรือไม่

ยาคลายกังวลบางกลุ่มมีความเสี่ยงต่อการพึ่งพาหากใช้ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหรือปรับขนาดยาเอง ผู้ที่มีประวัติการติดสารควรแจ้งแพทย์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยกว่า

เป็นโรควิตกกังวลและติดยา ต้องรักษาอะไรก่อน

ในหลายกรณีควรดูแลทั้งสองด้านไปพร้อมกัน โดยจัดลำดับจากความปลอดภัย อาการมึนเมาหรือถอนสาร ความรุนแรงของความวิตกกังวล และโรคทางกายหรือจิตเวชที่เกิดร่วมกัน

โรควิตกกังวลรักษาได้ไหม

โรควิตกกังวลสามารถรักษาและควบคุมอาการได้ แนวทางอาจประกอบด้วยจิตบำบัด การใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ การปรับการนอนและกิจวัตร รวมถึงการลดหรือหยุดสารที่กระตุ้นอาการตามแผนการรักษา

โรควิตกกังวลและการติดสารต้องเข้าศูนย์บำบัดหรือไม่

ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน ผู้ที่อาการไม่ซับซ้อนสามารถเริ่มรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ แต่หากมีการติดสารร่วม หยุดสารไม่ได้ กลับไปใช้ซ้ำ มีอาการถอนที่ต้องดูแล หรือสภาพแวดล้อมเดิมทำให้การฟื้นฟูไม่ต่อเนื่อง การบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

โรควิตกกังวลและการติดสารสามารถรักษาไปพร้อมกันได้

เมื่อคนหนึ่งรู้สึกกลัว กังวล หรือคิดวนอยู่ตลอด การใช้สารเพื่อให้สงบ หลับ หรือกล้าเข้าสังคมอาจดูเหมือนเป็นทางออกที่เร็วที่สุดในช่วงแรก แต่หากต้องพึ่งสารทุกครั้งที่ความกังวลเกิดขึ้น ปัญหาอาจค่อยๆ พัฒนาเป็นวงจรที่ทำให้ทั้งสุขภาพจิตและการใช้สารซับซ้อนขึ้น

การรักษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำว่า “อย่าคิดมาก” หรือ “เลิกยาให้ได้ก่อน” แต่ควรหาว่าความวิตกกังวลเกิดจากอะไร สัมพันธ์กับสารอย่างไร มีโรคทางกายหรือโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วยหรือไม่ และเจ้าตัวกำลังใช้สารเพื่อตอบสนองความต้องการอะไร

เมื่อรักษาทั้งความวิตกกังวลและปัญหาการใช้สารอย่างเชื่อมโยงกัน ผู้เข้ารับการรักษาสามารถค่อยๆ สร้างวิธีรับมือกับความเครียด ความกลัว การนอนไม่หลับ และสถานการณ์ที่เคยหลีกเลี่ยง โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปพึ่งสารทุกครั้งที่รู้สึกไม่สบายใจ

ครอบครัวไม่จำเป็นต้องรอให้เจ้าตัวยอมรับว่าตนเองเป็นโรควิตกกังวลหรือติดสารก่อนจึงขอความช่วยเหลือ การเริ่มจากอาการที่กำลังรบกวนชีวิตและชวนเข้ารับการประเมินสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาที่มีความร่วมมือมากกว่า

ปรึกษาการบำบัดโรควิตกกังวลกับเรา

ประเมินเบื้องต้นฟรี เป็นความลับ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00 น.