โรคกลัวสังคมกับการใช้สารเสพติด อาการที่ครอบครัวควรรู้และแนวทางการรักษา
เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)
การเป็นคนพูดน้อย ขี้อาย หรือชอบอยู่คนเดียวไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคกลัวสังคม บางคนมีบุคลิกที่ไม่ชอบงานสังคมแต่ยังสามารถเรียน ทำงาน พูดคุยกับคนอื่น และทำสิ่งที่จำเป็นในชีวิตได้โดยไม่ได้รู้สึกทุกข์มาก
โรคกลัวสังคมแตกต่างออกไป เพราะผู้ที่มีอาการมักกลัวว่าตนเองจะถูกคนอื่นมอง ประเมิน ตำหนิ หรือทำสิ่งที่น่าอายต่อหน้าคนอื่น บางคนกลัวว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นว่าตนเองหน้าแดง มือสั่น พูดติดขัด หรือดูประหม่า ความกลัวเหล่านี้อาจทำให้หลีกเลี่ยงการพูดต่อหน้าคน การประชุม การสัมภาษณ์งาน การพบคนใหม่ การออกเดต หรือแม้แต่กิจกรรมธรรมดาที่ต้องทำต่อหน้าคนอื่น
ปัญหาจะซับซ้อนขึ้นเมื่อเจ้าตัวพบว่าแอลกอฮอล์หรือสารบางชนิดทำให้รู้สึกผ่อนคลายและกล้าขึ้นชั่วคราว จากเดิมที่ดื่มเฉพาะงานสังคม อาจค่อยๆ กลายเป็นความรู้สึกว่า “ถ้าไม่ดื่มจะคุยกับคนไม่ได้” หรือ “ต้องใช้ก่อนจึงจะมั่นใจ” จนเกิดวงจรระหว่างความกลัว การหลีกเลี่ยง และการพึ่งสาร
การรักษาจึงไม่ควรมองเพียงว่าต้องหยุดสารให้ได้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าเจ้าตัวกำลังใช้สารเพื่อรับมือกับความกลัวอะไร และช่วยให้เขาค่อยๆ กลับไปใช้ชีวิต เรียน ทำงาน และสร้างความสัมพันธ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเพื่อสร้างความมั่นใจ
โรคกลัวสังคมมีอาการอย่างไร และต่างจากความขี้อายอย่างไร
โรคกลัวสังคมเป็นโรควิตกกังวลรูปแบบหนึ่ง ความกลัวหลักเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่อาจถูกคนอื่นสังเกตหรือประเมิน ผู้ที่มีอาการอาจไม่ได้กลัว “คน” โดยตรง แต่กลัวว่าตนเองจะทำผิด พูดผิด แสดงอาการประหม่า หรือถูกมองในแง่ลบ
ตัวอย่างอาการที่พบได้ เช่น
-
กลัวการพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก
-
กังวลมากเมื่อต้องพบหรือพูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย
-
ไม่กล้าพูดในที่ประชุมหรือในห้องเรียน
-
กลัวการสัมภาษณ์งานหรือการนำเสนองาน
-
กลัวการโทรศัพท์หรือพูดคุยกับคนที่ไม่สนิท
-
กลัวการกินอาหาร เขียนหนังสือ หรือทำกิจกรรมบางอย่างเมื่อมีคนมอง
-
กังวลว่าตนเองจะหน้าแดง มือสั่น เหงื่อออก หรือพูดติดขัด
-
ใจสั่น คลื่นไส้ หายใจไม่เต็มอิ่ม หรือรู้สึกตัวเกร็งเมื่อเข้าสถานการณ์
-
กังวลล่วงหน้าหลายวันก่อนต้องพบคนหรือเข้าร่วมงาน
-
หลังจากพูดคุยกับคนอื่นแล้วกลับมาคิดซ้ำว่าตนเองพูดอะไรผิดหรือไม่
-
หลีกเลี่ยงงานสังคม การประชุม การเรียน หรือกิจกรรมที่ต้องพบคน
-
พลาดโอกาสด้านการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์เพราะความกลัว
-
ต้องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารบางอย่างก่อนจึงรู้สึกว่ากล้าเข้าสังคม
คนขี้อายอาจรู้สึกประหม่าเมื่อต้องเจอคนใหม่ แต่เมื่อสถานการณ์ดำเนินไปก็สามารถปรับตัวและทำสิ่งที่ต้องการได้ ส่วนผู้ที่มีโรคกลัวสังคมอาจมีความกลัวมากจนหลีกเลี่ยงสิ่งสำคัญในชีวิต หรืออดทนอยู่ในสถานการณ์ด้วยความทุกข์อย่างมาก
อีกด้านหนึ่ง คนที่ชอบอยู่คนเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคกลัวสังคม หากเขาพอใจกับวิถีชีวิตของตนเองและไม่ได้หลีกเลี่ยงเพราะกลัวการถูกประเมิน จึงไม่ควรใช้คำว่า “กลัวสังคม” เพียงเพราะคนหนึ่งพูดน้อยหรือไม่ชอบงานสังสรรค์
ทำไมคนที่เป็นโรคกลัวสังคมจึงอาจใช้แอลกอฮอล์หรือสารเพื่อให้ตัวเองกล้าขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างโรคกลัวสังคมกับการใช้สารมักเริ่มจากเหตุผลที่เจ้าตัวรู้สึกว่าเข้าใจได้ง่าย คือ “ใช้แล้วกล้าน้อยลง” หรือ “ดื่มแล้วไม่คิดมาก”
ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจกังวลมากก่อนงานเลี้ยงเพราะกลัวว่าจะไม่มีเรื่องคุยกับใคร จึงดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้างาน หลังดื่มแล้วรู้สึกผ่อนคลายขึ้น กล้าพูดมากขึ้น และกังวลน้อยลง ประสบการณ์นี้ทำให้เกิดความเชื่อว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้ตนเองเข้าสังคมได้
ครั้งต่อไปเมื่อมีงาน เจ้าตัวจึงดื่มอีก จนค่อยๆ เกิดวงจรว่า
“ก่อนเจอคนรู้สึกกลัวว่าจะพูดผิด จึงดื่มเพื่อให้กล้าขึ้น เมื่อผ่านสถานการณ์ไปได้ก็เชื่อว่าที่ทำได้เป็นเพราะมีแอลกอฮอล์ และครั้งต่อไปจะยิ่งไม่มั่นใจว่าจะเข้าสังคมได้หากไม่ดื่ม”
บางคนอาจเริ่มดื่มก่อนออกเดต ก่อนงานเลี้ยง ก่อนพบลูกค้า หรือก่อนเข้าสถานบันเทิง จากเดิมที่ใช้เฉพาะบางโอกาส อาจค่อยๆ เพิ่มความถี่หรือปริมาณขึ้นเมื่อสถานการณ์ทางสังคมเพิ่มขึ้น
ปัญหาสำคัญคือเจ้าตัวอาจไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้ว่า แม้รู้สึกประหม่า ตนเองก็สามารถพูดคุยและผ่านสถานการณ์นั้นได้โดยไม่ต้องใช้สาร ความมั่นใจจึงค่อยๆ ผูกติดกับแอลกอฮอล์หรือสารแทนที่จะเกิดจากประสบการณ์ของตนเอง
นอกจากแอลกอฮอล์ บางคนอาจใช้กัญชา ยาคลายกังวล หรือสารอื่นเพื่อพยายามลดความประหม่า แต่ผลของสารแตกต่างกันในแต่ละคน สารบางชนิดอาจกลับทำให้ใจสั่น วิตกกังวล หวาดกลัว หรือควบคุมพฤติกรรมได้ลดลง และการใช้ยาคลายกังวลบางชนิดโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่การพึ่งพาได้
จึงไม่ควรใช้สารเป็นวิธีรักษาโรคกลัวสังคมด้วยตนเอง แม้ในระยะสั้นจะรู้สึกว่าสารช่วยให้ความกลัวลดลงก็ตาม
โรคกลัวสังคมที่เกิดร่วมกับการติดสารส่งผลต่อชีวิตอย่างไร
ผลกระทบของโรคกลัวสังคมไม่ได้มีเพียงการไม่ชอบไปงานสังสรรค์ เพราะเมื่อความกลัวเริ่มกำหนดการตัดสินใจ เจ้าตัวอาจเลือกเรียน เลือกงาน หรือหลีกเลี่ยงโอกาสสำคัญเพียงเพราะไม่ต้องการอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกคนอื่นประเมิน
บางคนมีความสามารถในการทำงาน แต่ไม่กล้าสมัครตำแหน่งใหม่เพราะกลัวการสัมภาษณ์ บางคนไม่กล้าถามอาจารย์แม้ไม่เข้าใจบทเรียน บางคนไม่พูดในที่ประชุมแม้มีความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ขณะที่บางคนอยากมีความสัมพันธ์แต่ไม่กล้าเริ่มต้นพูดคุยกับคนใหม่
หากมีการใช้สารร่วมด้วย ปัญหาอาจเพิ่มขึ้น เช่น
-
ต้องดื่มหรือใช้สารก่อนเข้าสังคม
-
เริ่มรู้สึกว่าไม่มีสารแล้วคุยกับคนอื่นไม่ได้
-
เพิ่มปริมาณการดื่มเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนเดิม
-
หลีกเลี่ยงงานหรือกิจกรรมหากไม่สามารถใช้สารได้
-
เลือกเข้าสังคมเฉพาะกลุ่มที่มีการดื่มหรือใช้สาร
-
เกิดปัญหาจากพฤติกรรมขณะมึนเมา
-
หลังงานกลับมากังวลหรือรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนเองพูดหรือทำ
-
การเรียนหรือการทำงานได้รับผลกระทบ
-
ความสัมพันธ์กับครอบครัวหรือคู่รักมีปัญหา
-
ความมั่นใจในความสามารถของตนเองลดลง
-
เริ่มใช้สารแม้ในสถานการณ์ที่เดิมไม่จำเป็นต้องใช้
จึงอาจเกิดวงจรที่เริ่มจากความกลัวการเข้าสังคม ทำให้ใช้สารเพื่อเพิ่มความกล้า เมื่อเกิดผลเสียจากสารก็อาจรู้สึกอายหรือกังวลมากขึ้น ส่งผลให้หลีกเลี่ยงผู้คนมากกว่าเดิม และกลับไปพึ่งสารอีกครั้งเมื่อต้องเข้าสังคม
การรักษาที่ดูเพียงการใช้สารโดยไม่แตะความกลัวที่อยู่เบื้องหลัง อาจทำให้เจ้าตัวหยุดสารได้ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อกลับไปพบสถานการณ์เดิม เช่น งานเลี้ยง การประชุม หรือการพบคนใหม่ ความอยากใช้สารอาจกลับมาอีก
รักษาโรคกลัวสังคมที่เกิดร่วมกับการติดสารเสพติดอย่างไร
การรักษาควรประเมินทั้งความกลัวทางสังคมและรูปแบบการใช้สาร ไม่จำเป็นต้องเลือกว่า “รักษาโรคกลัวสังคมก่อน” หรือ “รักษาการติดสารก่อน” เสมอไป แต่ควรวางแผนให้ทั้งสองปัญหาได้รับการดูแลอย่างเชื่อมโยงกัน
ประเมินว่าโรคกลัวสังคมหรือการใช้สารเกิดขึ้นก่อน
ทีมรักษาจะสอบถามว่าเริ่มกลัวสถานการณ์ทางสังคมตั้งแต่เมื่อใด ก่อนเริ่มใช้สารสามารถเข้าสังคมได้อย่างไร ใช้สารครั้งแรกด้วยเหตุผลอะไร และปัจจุบันมีสถานการณ์ใดบ้างที่รู้สึกว่าจำเป็นต้องใช้สาร
ต้องพิจารณาด้วยว่าความวิตกกังวลเกิดจากโรคกลัวสังคมจริงหรือสัมพันธ์กับฤทธิ์และอาการถอนของสาร เพราะสารกระตุ้น กัญชา แอลกอฮอล์ และสารออกฤทธิ์ต่อสมองบางชนิดสามารถเปลี่ยนระดับความวิตกกังวลได้
ในบางคนอาจมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า โรคแพนิค โรควิตกกังวล หรือสมาธิสั้น ซึ่งควรได้รับการประเมินร่วมกัน
บำบัดความคิดและพฤติกรรมที่ทำให้ความกลัวยังคงอยู่
การบำบัดความคิดและพฤติกรรมเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาโรคกลัวสังคม โดยช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษามองเห็นความคิดอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ต่างๆ เช่น
“ถ้าพูดผิด ทุกคนจะคิดว่าเราแปลก”
“ถ้ามือสั่น คนอื่นต้องสังเกตเห็นแน่นอน”
“ถ้าไม่มีเหล้า เราจะคุยกับใครไม่ได้”
จากนั้นจึงค่อยๆ ตรวจสอบว่าความคิดเหล่านี้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด และฝึกวิธีมองสถานการณ์ที่สมดุลขึ้น
อีกส่วนสำคัญคือการค่อยๆ ฝึกเผชิญสถานการณ์ที่กลัวตามลำดับความยาก เช่น เริ่มจากพูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคยสั้นๆ ก่อนค่อยพัฒนาไปสู่การพูดในกลุ่ม การประชุม หรือสถานการณ์ที่ยากขึ้น
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ความกังวลหายไปทั้งหมดก่อนจึงลงมือทำ แต่ช่วยให้เรียนรู้ว่าแม้รู้สึกประหม่า ก็ยังสามารถอยู่ในสถานการณ์และทำสิ่งที่ต้องการได้
ในระหว่างการบำบัดอาจต้องค่อยๆ ลดพฤติกรรมที่เจ้าตัวใช้เพื่อให้รู้สึกปลอดภัย เช่น ต้องดื่มก่อนพูดกับคน ต้องให้เพื่อนพูดแทน หลีกเลี่ยงการสบตาตลอดเวลา หรือเตรียมทุกประโยคในหัวจนไม่สามารถฟังคนตรงหน้าได้ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้ความเชื่อว่า “ถ้าไม่มีสิ่งช่วย ฉันรับมือไม่ได้” ยังคงอยู่
รักษาการติดสารไปพร้อมกับความกลัวทางสังคม
สำหรับผู้ที่มีปัญหาการใช้สาร การบำบัดต้องช่วยค้นหาว่าสถานการณ์ใดกระตุ้นความอยาก เช่น งานเลี้ยง การออกเดต การพบลูกค้า การอยู่กับกลุ่มเพื่อน ความเหงา หรือความรู้สึกว่าตนเองไม่เข้าพวก
จากนั้นจึงวางแผนรับมือที่เฉพาะเจาะจง เช่น จะไปงานอย่างไรโดยไม่ใช้สาร จะตอบอย่างไรเมื่อมีคนชวนดื่ม จะออกจากสถานการณ์อย่างไรหากความอยากสูงขึ้น และจะขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง
หากเจ้าตัวยังไม่เห็นว่าการใช้สารเป็นปัญหา การพูดคุยเพื่อสร้างแรงจูงใจสามารถช่วยให้สำรวจว่าในระยะสั้นสารช่วยอะไร และในระยะยาวกำลังทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการตำหนิหรือบังคับให้ยอมรับว่าตนเองติดสาร
ใช้ยารักษาโรคกลัวสังคมเมื่อมีข้อบ่งชี้
โรคกลัวสังคมสามารถรักษาด้วยยาได้ในบางราย โดยจิตแพทย์จะพิจารณาจากความรุนแรงของอาการ ผลกระทบต่อชีวิต โรคที่เกิดร่วมกัน ประวัติการรักษา และรูปแบบการใช้สาร
ยาบางกลุ่มที่ใช้รักษาความวิตกกังวลต้องใช้เวลาในการออกฤทธิ์และควรรับประทานต่อเนื่องตามแผนของแพทย์ ไม่ใช่รับประทานเฉพาะก่อนเข้าสังคมแล้วคาดหวังว่าจะหายกังวลทันที
สำหรับผู้ที่มีประวัติการติดสาร การเลือกยาควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะยาคลายกังวลบางกลุ่มสามารถเกิดการพึ่งพาได้หากใช้ไม่เหมาะสม จึงไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ใช้ยาของผู้อื่น เพิ่มขนาดยา หรือหยุดยาโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
คนในครอบครัวเป็นโรคกลัวสังคมและใช้สาร ควรช่วยอย่างไร
ความกลัวทางสังคมอาจดูเข้าใจยากสำหรับคนที่ไม่เคยมีอาการ ครอบครัวจึงอาจเผลอพูดว่า “ก็แค่ไปคุยกับคน” “ไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้น” “คิดมากไปเอง” หรือ “ออกไปเจอคนบ่อยๆ เดี๋ยวก็หาย”
แม้จะพูดด้วยความหวังดี แต่ข้อความเหล่านี้อาจทำให้เจ้าตัวรู้สึกว่าความกลัวของตนเองไม่ได้รับการเข้าใจ
ในอีกด้านหนึ่ง ครอบครัวก็ไม่ควรช่วยหลีกเลี่ยงทุกสถานการณ์แทนเจ้าตัว เช่น โทรศัพท์แทนทุกครั้ง พูดแทนตลอด หรือยอมให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมสำคัญทั้งหมด เพราะการหลีกเลี่ยงอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ความกลัวยังคงอยู่
สิ่งที่ช่วยได้มากกว่าคือการถามเพื่อทำความเข้าใจ เช่น “เวลาต้องเจอคนเยอะๆ ส่วนไหนที่ทำให้กังวลที่สุด” หรือ “ก่อนออกไปเจอเพื่อน ที่อยากดื่มเพราะมันช่วยอะไรในตอนนั้น”
หากเริ่มเห็นว่าต้องพึ่งแอลกอฮอล์หรือสารเพื่อเข้าสังคม อาจสะท้อนสิ่งที่เห็นอย่างไม่ตำหนิ เช่น “ช่วงหลังเห็นว่าก่อนออกไปเจอคนต้องดื่มแทบทุกครั้ง เราเป็นห่วงว่ามันกำลังกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้”
การชวนเข้ารับการรักษาไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยคำว่า “ติดเหล้า” หรือ “เป็นโรคกลัวสังคม” หากเจ้าตัวยังไม่พร้อมยอมรับ อาจเริ่มจากปัญหาที่เขาเองอยากแก้ เช่น อยากสัมภาษณ์งานได้ อยากพูดในที่ประชุมได้ อยากมีเพื่อนหรือความสัมพันธ์โดยไม่ต้องดื่มก่อน
ครอบครัวไม่ควรบังคับให้เจ้าตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่กลัวที่สุดทันทีเพื่อพิสูจน์ว่า “ไม่มีอะไรน่ากลัว” การฝึกเผชิญสถานการณ์ที่เหมาะสมควรค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เกิดประสบการณ์ว่าตนเองสามารถรับมือได้จริง
รักษาแบบผู้ป่วยนอกหรืออยู่ประจำ แบบไหนเหมาะกับโรคกลัวสังคมและการใช้สารเสพติด
ผู้ที่เป็นโรคกลัวสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาแบบอยู่ประจำ หากไม่มีการติดสารที่ซับซ้อน ไม่มีภาวะฉุกเฉิน และสามารถมาติดตามการรักษาได้ การรักษาแบบผู้ป่วยนอกมักเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม
ผู้ที่มีความกลัวการเข้าสังคม หลีกเลี่ยงการเรียนหรือทำงาน หรือเริ่มใช้แอลกอฮอล์และสารเพื่อช่วยให้ตนเองกล้าขึ้น สามารถเริ่มต้นด้วยการประเมินแบบผู้ป่วยนอกที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) คลินิกสุขภาพจิตของเรา บริเวณถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อประเมินอาการ รูปแบบการหลีกเลี่ยง การใช้สาร และปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดร่วมกัน
หากเจ้าตัวยังไม่พร้อมเข้ารับการประเมิน ครอบครัวสามารถเข้ามาปรึกษาก่อนได้ เพื่อช่วยทำความเข้าใจปัญหาและวางแนวทางการพูดคุยโดยไม่เพิ่มแรงกดดัน
ในกรณีที่มีการติดสารชัดเจน ไม่สามารถหยุดสารในสภาพแวดล้อมเดิมได้ กลับไปใช้ซ้ำหลายครั้ง ต้องใช้สารเป็นประจำเพื่อเข้าสังคมหรือจัดการกับอารมณ์ หรือมีโรคทางจิตเวชหลายด้านร่วมกัน การบำบัดแบบอยู่ประจำอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
การบำบัดโรคกลัวสังคมและการติดสารที่ Day One Rehabilitation Center
สำหรับผู้ที่มีโรคกลัวสังคมร่วมกับการติดสาร เป้าหมายของการรักษาไม่ควรเป็นเพียงการหยุดแอลกอฮอล์หรือสาร แต่ต้องช่วยให้เข้าใจด้วยว่าเหตุใดการเข้าสังคมจึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งสารเพื่อให้ผ่านไปได้
ที่ Day One Rehabilitation Center การบำบัดแบบอยู่ประจำเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการติดสารร่วมอย่างชัดเจนและต้องการสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดการเข้าถึงสารในช่วงแรก ทีมรักษาสามารถประเมินอาการทางจิตเวช การใช้สาร การนอน ความสัมพันธ์ และปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้กลับไปใช้สาร
การบำบัดรายบุคคลช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาสำรวจความคิดและความกลัวของตนเอง ขณะที่กลุ่มบำบัดสามารถเป็นพื้นที่ในการฝึกสื่อสาร รับฟังผู้อื่น และค่อยๆ สร้างความมั่นใจในการอยู่ร่วมกับคนอื่นภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้าง
จิตแพทย์สามารถประเมินการใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ รวมถึงประเมินโรคที่อาจเกิดร่วมกัน เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคแพนิค หรือปัญหาการนอน
สำหรับการติดสาร การรักษาจะช่วยค้นหาสิ่งกระตุ้น ฝึกจัดการความอยาก และเตรียมแผนสำหรับสถานการณ์จริงหลังออกจากศูนย์ เช่น การกลับไปทำงาน การพบเพื่อน การเข้าสังคม หรือการถูกชวนดื่มและใช้สารอีกครั้ง
เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนคนขี้อายให้กลายเป็นคนชอบเข้าสังคม แต่ช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาสามารถเลือกใช้ชีวิตตามสิ่งที่ตนเองต้องการ โดยความกลัวไม่เป็นตัวกำหนดทุกการตัดสินใจ และไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเพื่อรู้สึกว่าตนเองมีความมั่นใจเพียงพอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกลัวสังคมและการใช้สารเสพติด
ขี้อายกับโรคกลัวสังคมต่างกันอย่างไร
ความขี้อายเป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปและไม่จำเป็นต้องเป็นโรค โรคกลัวสังคมจะมีความกลัวการถูกมองหรือประเมินมากจนทำให้ทุกข์ หลีกเลี่ยงสถานการณ์ หรือกระทบการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ และโอกาสในชีวิตอย่างชัดเจน
ไม่ชอบเข้าสังคมหมายความว่าเป็นโรคกลัวสังคมหรือไม่
ไม่เสมอไป บางคนชอบใช้เวลาอยู่คนเดียวและไม่ได้รู้สึกทุกข์กับสิ่งนั้น สิ่งสำคัญคือเหตุผลที่หลีกเลี่ยง หากหลีกเลี่ยงเพราะกลัวการถูกประเมิน กลัวทำให้อับอาย และความกลัวกำลังรบกวนชีวิต ควรได้รับการประเมิน
ทำไมดื่มเหล้าแล้วรู้สึกกล้าพูดกับคนมากขึ้น
แอลกอฮอล์อาจทำให้รู้สึกผ่อนคลายและลดการยับยั้งชั่งใจชั่วคราว จึงทำให้บางคนรู้สึกว่าตนเองกล้าพูดหรือกังวลน้อยลง แต่ผลนี้ไม่ได้รักษาสาเหตุของโรคกลัวสังคม และการใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือทุกครั้งที่เข้าสังคมอาจนำไปสู่ปัญหาการดื่มได้
ดื่มเฉพาะเวลาเข้าสังคมถือว่าติดแอลกอฮอล์หรือไม่
ไม่สามารถตัดสินจากสถานการณ์ที่ดื่มเพียงอย่างเดียว ต้องดูปริมาณ ความถี่ ความสามารถในการควบคุม ความอยาก ผลกระทบ และความรู้สึกว่าจำเป็นต้องดื่มหรือไม่ หากเริ่มคิดว่า “ถ้าไม่ดื่มจะเข้าสังคมไม่ได้” ควรประเมินทั้งโรคกลัวสังคมและรูปแบบการดื่ม
ใช้แอลกอฮอล์ลดความประหม่าเป็นครั้งคราวมีปัญหาไหม
การใช้แอลกอฮอล์เป็นวิธีรับมือกับความกลัวอาจทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าสถานการณ์ทางสังคมต้องมีแอลกอฮอล์จึงจะผ่านไปได้ หากรูปแบบนี้เกิดซ้ำ ความมั่นใจในการเข้าสังคมโดยไม่พึ่งสารอาจลดลง และความเสี่ยงต่อปัญหาการดื่มอาจเพิ่มขึ้น
โรคกลัวสังคมรักษาได้ไหม
โรคกลัวสังคมสามารถรักษาและควบคุมอาการได้ การบำบัดความคิดและพฤติกรรม รวมถึงการค่อยๆ ฝึกเผชิญสถานการณ์ที่กลัวอย่างเหมาะสม เป็นแนวทางสำคัญ และบางรายอาจได้รับยาตามการประเมินของจิตแพทย์
ต้องบังคับคนที่กลัวสังคมให้ออกไปเจอคนบ่อยๆ เพื่อให้หายกลัวหรือไม่
ไม่ควรบังคับให้เผชิญสถานการณ์ที่ยากที่สุดทันที การฝึกที่เหมาะสมควรค่อยเป็นค่อยไปและมีเป้าหมาย เพื่อให้เจ้าตัวเรียนรู้ว่าตนเองสามารถรับมือกับความกังวลได้ ไม่ใช่ทำให้เกิดประสบการณ์ที่ยิ่งตอกย้ำความกลัว
โรคกลัวสังคมใช้ยารักษาได้หรือไม่
ได้ในบางราย จิตแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของอาการและปัจจัยของแต่ละคน หากมีประวัติการติดสารควรแจ้งแพทย์ เพราะยาคลายกังวลบางกลุ่มมีความเสี่ยงต่อการพึ่งพาและอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางคน
เป็นโรคกลัวสังคมและติดสาร ต้องรักษาอะไรก่อน
ในหลายกรณีควรรักษาทั้งสองปัญหาไปพร้อมกัน เพราะความกลัวอาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้ใช้สาร และการใช้สารอาจทำให้ความวิตกกังวลรวมถึงปัญหาในชีวิตซับซ้อนขึ้น แนวทางรักษาจึงควรจัดการทั้งสาเหตุที่ทำให้ต้องพึ่งสารและผลจากการใช้สาร
โรคกลัวสังคมต้องเข้าศูนย์บำบัดหรือไม่
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน ผู้ที่มีโรคกลัวสังคมโดยไม่มีการติดสารที่ซับซ้อนสามารถเริ่มรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่**ปีติ คลินิก (Piti Clinic)**ได้ หากมีการติดสารร่วมอย่างชัดเจน หยุดสารไม่ได้ในสภาพแวดล้อมเดิม กลับไปใช้ซ้ำ หรือมีโรคทางจิตเวชหลายด้านร่วมกัน จึงอาจพิจารณาการบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center
โรคกลัวสังคมไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยการหลีกหนีหรือพึ่งสาร
คนที่เป็นโรคกลัวสังคมไม่ได้อ่อนแอ ไม่ได้แปลว่าไม่มีทักษะทางสังคม และไม่ได้จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนชอบเข้าสังคม สิ่งที่เป็นปัญหาคือเมื่อความกลัวการถูกมองหรือประเมินเริ่มจำกัดสิ่งที่เจ้าตัวอยากทำในชีวิต
การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเพื่อสร้างความกล้าอาจดูเหมือนช่วยให้ผ่านสถานการณ์ไปได้ง่ายขึ้นในช่วงแรก แต่หากต้องพึ่งสารซ้ำๆ ความมั่นใจอาจค่อยๆ ผูกติดกับสาร และกลายเป็นวงจรที่ทำให้ทั้งโรคกลัวสังคมและการใช้สารรักษาได้ยากขึ้น
การรักษาช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาค่อยๆ เข้าใจความคิดที่อยู่เบื้องหลังความกลัว ฝึกเผชิญสถานการณ์อย่างเหมาะสม สร้างความมั่นใจจากประสบการณ์จริง และเรียนรู้วิธีจัดการความวิตกกังวลโดยไม่ต้องใช้สารเป็นเครื่องมือหลัก
หากคนในครอบครัวเริ่มหลีกเลี่ยงการเรียน การทำงาน การพบผู้คน หรือจำเป็นต้องดื่มหรือใช้สารทุกครั้งก่อนเข้าสังคม การเข้ารับการประเมินตั้งแต่ปัญหายังไม่รุนแรงสามารถช่วยให้เห็นทั้งปัญหาสุขภาพจิตและการใช้สารได้ชัดขึ้น และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคน
