ติดเทรดหรือเก็งกำไร อาการ ผลกระทบ และแนวทางการบำบัดรักษา
เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)
การลงทุนและการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินเป็นกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ และการเทรดไม่ได้หมายความว่าเป็นการพนันหรือเป็นความผิดปกติเสมอไป หลายคนสามารถลงทุนในหุ้น กองทุน สินทรัพย์ดิจิทัล หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยมีแผน มีการบริหารความเสี่ยง และควบคุมจำนวนเงินที่ลงทุนได้
แต่สำหรับบางคน การเทรดอาจค่อยๆ เปลี่ยนจากการลงทุนเป็นพฤติกรรมที่ควบคุมได้ยาก เช่น เฝ้ากราฟทั้งวัน ซื้อขายถี่ขึ้น เพิ่มเงินเพื่อหวังเอาที่ขาดทุนกลับคืนมา ใช้เงินเก็บหรือเงินที่จำเป็นต่อครอบครัว ลงทุนด้วยเงินกู้ ปิดบังผลขาดทุน หรือมีอารมณ์ขึ้นลงอย่างมากตามราคาสินทรัพย์
คำว่า “ติดเทรด” เป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกพฤติกรรมลักษณะนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีการวินิจฉัยทางการแพทย์ชื่อโรคติดเทรดโดยตรง สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรีบติดป้ายว่าคนนั้น “ติด” แต่ควรประเมินว่า ยังควบคุมการซื้อขายได้หรือไม่ กำลังไล่ตามเงินที่เสียหรือไม่ และการเทรดเริ่มสร้างความเสียหายต่อการเงิน สุขภาพจิต งาน การนอน และครอบครัวมากเพียงใด
ติดเทรดหรือเก็งกำไรแบบควบคุมไม่ได้ สังเกตได้อย่างไร
เส้นแบ่งระหว่างคนที่สนใจการลงทุนมากกับคนที่เริ่มมีปัญหา ไม่ได้อยู่ที่จำนวนครั้งที่เปิดกราฟหรือจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูเรื่องการควบคุมและผลกระทบต่อชีวิตร่วมด้วย
สัญญาณที่ครอบครัวควรสังเกต ได้แก่
-
ใช้เวลาจำนวนมากดูกราฟ ราคา ข่าว หรือสถานะการลงทุน
-
รู้สึกว่าต้องซื้อขายตลอดเวลาและหยุดดูตลาดไม่ได้
-
ตั้งใจว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่ง แต่เพิ่มเงินเกินแผนซ้ำๆ
-
หลังขาดทุนรีบเพิ่มขนาดการซื้อขายเพื่อหวังเอาเงินคืน
-
รับความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหวังผลตอบแทนที่มากขึ้น
-
ใช้เงินเก็บ เงินฉุกเฉิน หรือเงินที่จำเป็นต่อครอบครัวมาเทรด
-
กู้ยืมเงินหรือสร้างหนี้เพื่อนำมาเก็งกำไร
-
ปิดบังยอดขาดทุน หนี้สิน หรือจำนวนเงินที่ใช้จริง
-
นอนไม่พอเพราะเฝ้าตลาดหรือซื้อขายในช่วงกลางคืน
-
อารมณ์ดีมากเมื่อได้กำไร แต่หงุดหงิด วิตกกังวล หรือซึมลงอย่างมากเมื่อขาดทุน
-
พยายามหยุดหรือลดการเทรดแล้วกลับไปทำซ้ำ
-
งาน การเรียน ความสัมพันธ์ หรือสุขภาพได้รับผลกระทบ
-
แม้เกิดความเสียหายมากแล้วก็ยังคิดว่าต้องเทรดต่อเพื่อเอาเงินทั้งหมดคืน
โดยเฉพาะความคิดว่า “เสียไปเท่านี้แล้ว ต้องเอาคืนจากตลาดให้ได้” เป็นสัญญาณที่ควรให้ความสำคัญ เพราะการตัดสินใจครั้งใหม่เริ่มมีเป้าหมายเพื่อชดเชยความเสียหายเดิม มากกว่าการตัดสินใจตามแผนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
เมื่อไรการเทรดเริ่มคล้ายกับปัญหาการพนัน
การลงทุนกับการพนันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ควรเหมารวมว่าการซื้อขายสินทรัพย์ทุกประเภทเป็นการพนัน แต่พฤติกรรมบางรูปแบบสามารถมีลักษณะคล้ายกันได้ โดยเฉพาะการเก็งกำไรระยะสั้นที่เกิดขึ้นถี่ มีความเสี่ยงสูง และผู้ซื้อขายมุ่งกับความตื่นเต้นหรือการเอาเงินคืนมากกว่าการตัดสินใจตามแผน
ตลาดที่ราคาเคลื่อนไหวตลอดเวลาอาจทำให้เกิดวงจรของ การเฝ้าติดตามราคา รอจังหวะซื้อขาย ลุ้นผลลัพธ์ รู้สึกดีเมื่อได้กำไร รู้สึกกังวลเมื่อขาดทุน และอยากกลับไปซื้อขายอีกครั้ง เมื่อได้กำไร คนบางคนอาจเกิดความมั่นใจสูงและเพิ่มความเสี่ยง ส่วนเมื่อขาดทุนอาจเกิดความรู้สึกว่าต้องรีบทำบางอย่างเพื่อเอาเงินกลับคืนมา
ตัวอย่างความคิดที่ควรระวัง เช่น
“ขาดทุนมาเยอะแล้ว ขออีกไม้เดียวเอาคืน”
“ครั้งก่อนเกือบถูกทาง รอบนี้ต้องมา”
“ถ้าเพิ่มเงินอีกเท่าตัว แค่ราคากลับนิดเดียวก็คืนทุน”
“หยุดตอนนี้ไม่ได้ เพราะเท่ากับยอมรับว่าเสียเงินจริง”
ปัญหาของความคิดเหล่านี้คือ เงินที่ขาดทุนไปแล้วไม่ทำให้การซื้อขายครั้งต่อไปมีโอกาสได้กำไรมากขึ้น การเพิ่มความเสี่ยงเพื่อเอาคืนจึงสามารถทำให้ความเสียหายขยายตัวอย่างรวดเร็ว
อีกสัญญาณหนึ่งคือ เป้าหมายของการเทรดเปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องการลงทุนหรือสร้างผลตอบแทน กลายเป็นเทรดเพื่อความตื่นเต้น เพื่อหนีความเครียด เพื่อแก้อารมณ์ หรือเพื่อให้รู้สึกว่าตนเองกำลังมีโอกาสแก้ความเสียหายทั้งหมดในครั้งเดียว
ผลกระทบจากการติดเทรดและเก็งกำไรไม่ได้มีแค่ขาดทุน
สิ่งที่ครอบครัวมักเห็นก่อนคือปัญหาทางการเงิน เงินเก็บอาจค่อยๆ ลดลงก่อนพัฒนาไปสู่การถอนเงินลงทุนระยะยาว ใช้เงินฉุกเฉิน ใช้วงเงินบัตรเครดิต กู้ยืม หรือขอเงินครอบครัวเพื่อนำกลับไปซื้อขายอีกครั้ง
ปัญหามักรุนแรงขึ้นเมื่อเกิดการปิดบัง เช่น บอกครอบครัวว่าขาดทุนไม่มาก ซ่อนบัญชีซื้อขาย ไม่เปิดเผยหนี้ หรือบอกว่าขอเงินเพื่อวัตถุประสงค์อื่นแต่กลับนำไปเทรด ความเสียหายจึงไม่ได้อยู่เฉพาะยอดเงิน แต่รวมถึงความไว้วางใจในครอบครัวด้วย
สุขภาพก็สามารถได้รับผลกระทบ คนที่ติดตามตลาดตลอดเวลาอาจนอนไม่เพียงพอ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย และมีความเครียดต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง อาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลาพักกับเวลาซื้อขายหายไป
ด้านสุขภาพจิตอาจพบความวิตกกังวล อารมณ์ซึมลง หงุดหงิด นอนไม่หลับ หรือรู้สึกสิ้นหวังหลังสูญเสียเงินจำนวนมาก หากพบว่ามีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหลังเกิดการขาดทุนหรือปัญหาหนี้สิน ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว
นอกจากนี้ หากพฤติกรรมเก็งกำไรเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติพร้อมกับนอนน้อยแต่ไม่รู้สึกง่วง พูดเร็ว คิดเร็ว มีพลังงานมากผิดปกติ มั่นใจในตัวเองสูงมาก ใช้เงินจำนวนมาก หรือทำเรื่องเสี่ยงหลายอย่างพร้อมกัน ควรได้รับการประเมินเรื่องโรคไบโพลาร์ด้วย เพราะช่วงอารมณ์ครึกครื้นผิดปกติอาจทำให้การตัดสินใจเรื่องเงินและความเสี่ยงเปลี่ยนไปอย่างมาก
การรักษาปัญหาติดเทรดและเก็งกำไร ทำอย่างไร
การรักษาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงบอกให้ผู้เข้ารับการรักษา “เลิกลงทุนตลอดชีวิต” แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพฤติกรรมเกิดขึ้นอย่างไร รุนแรงเพียงใด และมีปัญหาสุขภาพจิตหรือพฤติกรรมเสพติดอื่นร่วมด้วยหรือไม่
ปรับความคิดที่ทำให้ไล่ตามเงินที่ขาดทุน
การบำบัดความคิดและพฤติกรรมสามารถช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาสังเกตความคิดที่เกิดขึ้นก่อนการซื้อขาย เช่น
“ถ้าหยุดตอนนี้ เงินที่เสียไปจะไม่มีวันกลับมา”
อาจปรับเป็น “เงินที่ขาดทุนไปแล้วเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมา การเพิ่มความเสี่ยงไม่ได้ทำให้ตลาดมีโอกาสคืนเงินให้มากขึ้น”
“ขอเอาคืนอีกครั้งเดียวแล้วจะเลิก”
อาจปรับเป็น “ความคิดว่าจะเลิกหลังเอาคืน ทำให้ฉันกลับไปเสี่ยงซ้ำหลายครั้ง การหยุดความเสียหายไม่จำเป็นต้องรอให้ได้เงินคืนก่อน”
“ครั้งนี้มั่นใจมาก ต้องเพิ่มเงิน”
อาจปรับเป็น “ความมั่นใจเป็นความรู้สึก ไม่ใช่หลักประกันว่าผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่คาด”
เป้าหมายของการบำบัดไม่ได้อยู่ที่การสอนว่าควรซื้อหรือขายอะไร แต่ช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาแยกการตัดสินใจที่มีเหตุผลออกจากการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยความอยาก ความกลัว ความตื่นเต้น หรือความต้องการเอาคืน
จำกัดการเข้าถึงเงินและช่องทางเทรดในช่วงที่ควบคุมตนเองได้ยาก
หากเกิดความเสียหายซ้ำ การลดโอกาสตัดสินใจแบบฉับพลันมีความสำคัญ อาจต้องวางแผนร่วมกับครอบครัวเรื่องการเข้าถึงเงิน แยกเงินสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น ลดการเข้าถึงวงเงินหรือเงินกู้ และหยุดช่องทางที่ทำให้สามารถเพิ่มเงินเข้าไปเก็งกำไรได้ทันที
หากมีหนี้ ควรแยก “การจัดการหนี้” ออกจาก “การเอาคืนด้วยการเทรด” เพราะการพยายามสร้างกำไรก้อนใหญ่เพื่อปิดหนี้สามารถทำให้เกิดการรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและสร้างหนี้ใหม่
ครอบครัวเองไม่ควรเติมเงินให้เพื่อ “ให้โอกาสเอาทุนคืนเป็นครั้งสุดท้าย” เพราะแม้เกิดจากความหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหา แต่สามารถทำให้วงจรไล่ตามความเสียหายดำเนินต่อไปได้
ประเมินและรักษาปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดร่วมกัน
บางคนใช้การเทรดเพื่อหนีความเครียด ความเหงา ความรู้สึกว่างเปล่า หรืออารมณ์ซึม ขณะที่บางคนมีปัญหาเรื่องสมาธิและการควบคุมแรงกระตุ้นอยู่เดิม
จึงควรประเมินภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล โรคสมาธิสั้น โรคไบโพลาร์ ปัญหาการนอน รวมถึงการใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดร่วมด้วย หากมีโรคร่วม การรักษาปัญหาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟู ไม่ใช่แยกออกจากปัญหาการเทรด
สำหรับยารักษา ยังไม่มียาที่ใช้สำหรับ “โรคติดเทรด” โดยเฉพาะ การใช้ยาจึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตรวจพบจากการประเมิน เช่น โรคร่วมทางจิตเวช หรือในบางกรณีที่พฤติกรรมมีลักษณะใกล้เคียงกับปัญหาการพนัน จิตแพทย์อาจประเมินแนวทางรักษาตามอาการและความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
ป้องกันการกลับไปเทรดแบบควบคุมไม่ได้อย่างไร
หลังหยุดหรือลดพฤติกรรมแล้ว สิ่งสำคัญคือการค้นหาว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น เพราะความอยากกลับไปเทรดอาจไม่ได้เกิดจากตลาดเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากความเครียด หนี้ ความเบื่อ หรือความต้องการพิสูจน์ว่าตนเองสามารถเอาเงินกลับคืนมาได้
สิ่งกระตุ้นที่ควรระวัง ได้แก่
-
เห็นราคาสินทรัพย์ที่เคยเทรดปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว
-
เห็นคนอื่นโพสต์ผลกำไร
-
ได้รับข่าวหรือข้อความเกี่ยวกับโอกาสทำกำไร
-
เงินเดือนออกหรือได้รับเงินก้อน
-
ความเครียดและต้องการหาทางออกอย่างรวดเร็ว
-
มีหนี้และคิดว่าการเทรดเป็นวิธีเดียวที่จะปิดหนี้ได้
-
รู้สึกเบื่อ เหงา หรือไม่มีอะไรทำ
-
ดื่มแอลกอฮอล์แล้วควบคุมการตัดสินใจได้น้อยลง
-
ได้กำไรติดต่อกันจนรู้สึกมั่นใจมากเกินไป
-
ความคิดว่า “หยุดมานานแล้ว ลองครั้งเดียวคงไม่เป็นไร”
แผนป้องกันการกลับไปทำซ้ำจึงควรมีทั้งการจัดการเงิน การลดช่องทางที่กระตุ้นให้ซื้อขายแบบฉับพลัน การฟื้นฟูการนอน การสร้างกิจวัตรอื่น และการวางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรเมื่อเกิดความอยากเอาเงินที่ขาดทุนกลับคืนมา
หากกลับไปเทรดอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องมองว่าทุกอย่างล้มเหลว แต่ควรหยุดวงจรให้เร็วที่สุดและกลับมาประเมินว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนตัดสินใจซื้อขาย เพื่อปรับแผนป้องกันให้เหมาะสมกว่าเดิม
คนในครอบครัวติดเทรด แต่ไม่ยอมรับว่ามีปัญหา ควรทำอย่างไร
ประเด็นนี้พูดคุยยาก เพราะผู้ที่มีปัญหาอาจตอบว่า “นี่คือการลงทุน ไม่ใช่การพนัน” และในความหมายทั่วไป การลงทุนก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการพนันจริงๆ การพยายามเถียงว่า “เทรดก็คือพนัน” จึงอาจทำให้การสนทนาหยุดลงตั้งแต่ต้น
ครอบครัวควรเปลี่ยนจากการถกเถียงเรื่องคำเรียกมาเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง เช่น
“เราไม่ได้อยากตัดสินว่าการเทรดดีหรือไม่ดี แต่ช่วงหกเดือนที่ผ่านมาเงินเก็บลดลงและมีหนี้เพิ่มขึ้น เลยอยากคุยกันว่าตอนนี้ยังควบคุมจำนวนเงินที่ใช้ได้ตามแผนหรือเปล่า”
อาจถามว่า “ตอนแรกตั้งใจว่าจะยอมขาดทุนได้เท่าไร แล้วตอนนี้ขาดทุนจริงเท่าไร” “เคยตั้งใจหยุดแล้วกลับไปเทรดอีกเพราะอะไร” หรือ “ถ้าไม่ต้องเอาเงินที่เสียไปคืนจากตลาด ตอนนี้อยากจัดการชีวิตและหนี้อย่างไร”
ก้าวแรกไม่จำเป็นต้องบังคับให้หยุดทุกอย่างทันที แต่อาจเริ่มจากการยอมเข้ารับการประเมินว่าพฤติกรรมกำลังควบคุมได้หรือไม่ มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ไบโพลาร์ หรือปัญหาการควบคุมแรงกระตุ้นร่วมด้วยหรือไม่
หากเจ้าตัวยังไม่พร้อม ครอบครัวสามารถเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนได้ เพื่อวางแนวทางเรื่องการสื่อสาร การเงิน และขอบเขตในการช่วยเหลือโดยไม่ทำให้วงจรการเก็งกำไรดำเนินต่อไป
การบำบัดปัญหาติดเทรดและเก็งกำไรที่ Day One Rehabilitation Center
ไม่ใช่ทุกคนที่มีปัญหาจากการเทรดจำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดแบบอยู่ประจำ หากยังสามารถหยุดการซื้อขาย ควบคุมการเข้าถึงเงิน และใช้ชีวิตประจำวันได้ การรักษาแบบผู้ป่วยนอกอาจเหมาะสมกว่า
สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ สามารถเข้ารับการประเมินแบบผู้ป่วยนอกได้ที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) ซึ่งเป็นคลินิกสุขภาพจิตของเรา ตั้งอยู่ถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อประเมินพฤติกรรมการเทรด การควบคุมแรงกระตุ้น ความเครียด การนอน และโรคร่วมทางจิตเวช พร้อมวางแผนการบำบัดตามความเหมาะสม
ส่วนการบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center อาจเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาซับซ้อนมากขึ้น เช่น ไม่สามารถหยุดการเข้าถึงตลาดและเงินได้แม้เกิดความเสียหายรุนแรง กลับไปเก็งกำไรซ้ำหลายครั้ง มีการติดการพนันหรือสารเสพติดร่วม มีโรคร่วมทางจิตเวช หรือจำเป็นต้องออกจากสภาพแวดล้อมเดิมเพื่อหยุดวงจรพฤติกรรมในช่วงแรก
ทีมรักษาจะประเมินรูปแบบพฤติกรรม สิ่งกระตุ้น ผลกระทบด้านการเงิน การนอน อารมณ์ การใช้สาร และโรคร่วมทางจิตเวช ก่อนวางแผนการบำบัดรายบุคคล กลุ่มบำบัด การจัดการแรงกระตุ้น การปรับความคิด และสร้างกิจวัตรใหม่
เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การตัดสินว่าการลงทุนเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี แต่ช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษากลับมาควบคุมการตัดสินใจของตนเองได้ และไม่ปล่อยให้ความต้องการเอาเงินคืน ความตื่นเต้น หรือความเครียดเป็นสิ่งที่ควบคุมชีวิตแทน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาติดเทรดและเก็งกำไร
เทรดหุ้นหรือคริปโตถือว่าเป็นการพนันไหม
ไม่ควรเหมารวม การลงทุนและการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินไม่ใช่การพนันโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ควรประเมินคือรูปแบบพฤติกรรม เช่น ควบคุมเงินได้หรือไม่ ไล่ตามการขาดทุนหรือไม่ เพิ่มความเสี่ยงอย่างควบคุมไม่ได้หรือไม่ และเกิดผลกระทบต่อชีวิตหรือไม่
ติดเทรดเป็นโรคทางจิตเวชหรือไม่
คำว่า “ติดเทรด” ไม่ใช่ชื่อการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชโดยตรง แต่พฤติกรรมการซื้อขายที่ควบคุมไม่ได้อาจมีลักษณะคล้ายปัญหาการพนันหรือเกิดร่วมกับโรคทางจิตเวชบางชนิด จึงควรได้รับการประเมินตามอาการและผลกระทบของแต่ละคน
เทรดขาดทุนแล้วอยากเอาคืน ถือว่าเริ่มมีปัญหาไหม
ความรู้สึกเสียดายเงินเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่หากความต้องการเอาคืนทำให้เพิ่มเงิน เพิ่มความเสี่ยง ฝ่าฝืนแผนของตนเอง กู้เงิน หรือกลับไปเทรดซ้ำทั้งที่ตั้งใจจะหยุด ถือเป็นสัญญาณที่ควรให้ความสำคัญ
ทำไมรู้ว่าขาดทุนแต่ยังหยุดเทรดไม่ได้
การซื้อขายสามารถเชื่อมโยงกับความตื่นเต้น ความหวัง ความกลัวพลาดโอกาส และความต้องการเอาเงินคืน เมื่อวงจรนี้เกิดซ้ำ การตัดสินใจอาจถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากกว่าแผนที่ตั้งไว้ การบำบัดจึงช่วยจัดการทั้งความคิด แรงกระตุ้น และสิ่งแวดล้อม
ติดเทรดมียารักษาหรือไม่
ยังไม่มียาที่ใช้รักษา “การติดเทรด” โดยเฉพาะ จิตแพทย์จะประเมินว่ามีโรคร่วม เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ไบโพลาร์ สมาธิสั้น หรือปัญหาการพนันร่วมด้วยหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาการรักษาตามปัญหาที่พบ
คนในครอบครัวเทรดจนเป็นหนี้ ควรให้เงินไปเอาทุนคืนไหม
ไม่ควรใช้การเติมเงินเพื่อหวังให้เทรดเอาทุนคืนเป็นวิธีแก้ปัญหาหลัก เพราะอาจเพิ่มโอกาสเกิดความเสียหายอีก ควรแยกการจัดการหนี้ออกจากการเก็งกำไร และประเมินพฤติกรรมควบคู่กัน
ติดเทรดต้องเข้าศูนย์บำบัดไหม
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน ผู้ที่ปัญหาไม่ซับซ้อนอาจเริ่มจากการรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่**ปีติ คลินิก (Piti Clinic)** ในกรุงเทพฯ ได้ ส่วนผู้ที่ควบคุมพฤติกรรมไม่ได้อย่างรุนแรง มีการติดพนันหรือสารเสพติดร่วม มีโรคร่วมทางจิตเวช หรือจำเป็นต้องแยกออกจากช่องทางการเงินและสิ่งกระตุ้น อาจพิจารณาการบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center
ปัญหาจากการเทรดแก้ได้ โดยไม่ต้องรอให้เงินหมดก่อน
ครอบครัวไม่จำเป็นต้องรอให้บัญชีเป็นศูนย์ เกิดหนี้ก้อนใหญ่ หรือสูญเสียงานก่อนจึงเริ่มขอความช่วยเหลือ หากเริ่มพบว่าการเทรดควบคุมไม่ได้ ใช้เงินเกินแผน ไล่ตามเงินที่ขาดทุน ปิดบังเรื่องเงิน นอนไม่หลับเพราะเฝ้าตลาด หรือพยายามหยุดหลายครั้งแต่กลับไปทำซ้ำ ควรเริ่มประเมินปัญหาตั้งแต่ระยะแรก
การช่วยเหลือไม่ได้หมายถึงการตำหนิว่า “โลภ” หรือห้ามยุ่งกับการลงทุนไปตลอดชีวิต แต่คือการช่วยให้เจ้าตัวมองเห็นว่า ณ จุดนี้การตัดสินใจยังอยู่ภายใต้การควบคุมของตนเองหรือไม่ จากนั้นจึงจัดการทั้งพฤติกรรม ความคิด การเงิน สุขภาพจิต และสิ่งกระตุ้นที่ทำให้กลับไปเสี่ยงซ้ำ
เงินที่ขาดทุนไปแล้วอาจเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยาก แต่การฟื้นตัวไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเอาเงินทั้งหมดกลับคืนจากตลาด การหยุดความเสียหายเพิ่มเติมและกลับมาควบคุมชีวิตของตนเองได้ คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญกว่า
