โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

ปัญหาครอบครัวกับการใช้สารเสพติด เมื่อความขัดแย้งในบ้านและการติดสารส่งผลต่อกัน

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)

“ถ้าที่บ้านไม่กดดัน ผมคงไม่ต้องใช้ยา” “ถ้าเขาเลิกยาได้ ครอบครัวเราก็คงกลับมาเหมือนเดิม” ประโยคเหล่านี้สะท้อนปัญหาที่พบได้บ่อยในครอบครัวที่มีสมาชิกใช้สารเสพติด เพราะเมื่อปัญหาดำเนินมานาน ทุกฝ่ายอาจเริ่มมองหาว่าใครเป็นต้นเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น

ความจริงคือความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาครอบครัวกับการใช้สารอาจเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง บางคนเริ่มใช้แอลกอฮอล์หรือสารเพื่อรับมือกับความเครียด ความขัดแย้ง ความโดดเดี่ยว หรือความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการยอมรับ ขณะที่เมื่อการใช้สารมากขึ้น ปัญหาการเงิน การโกหก การผิดสัญญา การหายออกจากบ้าน หรือพฤติกรรมขณะมึนเมาก็สามารถทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวยิ่งเสียหาย

เมื่อเกิดซ้ำเป็นเวลานาน ครอบครัวอาจเข้าสู่รูปแบบที่ทุกคนเหนื่อย คนหนึ่งคอยจับผิด คนหนึ่งพยายามปกปิดปัญหา อีกคนคอยใช้หนี้ให้ ขณะที่ผู้ใช้สารรู้สึกว่าตนเองถูกควบคุมและยิ่งหลีกหนีจากครอบครัวมากขึ้น

การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่การหาว่าใครผิดที่สุด แต่ต้องมองให้เห็นว่าการใช้สารกำลังส่งผลต่อครอบครัวอย่างไร ครอบครัวตอบสนองต่อปัญหาอย่างไร และมีพฤติกรรมใดที่ควรเปลี่ยนเพื่อให้บ้านกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู แทนที่จะกลายเป็นสถานที่ที่ทุกฝ่ายกลับไปติดอยู่ในความขัดแย้งเดิม

ปัญหาครอบครัวทำให้คนหันไปใช้สารเสพติดได้หรือไม่

ปัญหาครอบครัวสามารถเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเครียดและกระตุ้นการใช้สารได้ แต่ไม่ควรสรุปว่าครอบครัวเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้คนหนึ่งเกิดการติดสาร

การติดสารเป็นปัญหาที่มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ทั้งตัวสาร การทำงานของสมอง สุขภาพจิต ประสบการณ์ชีวิต สิ่งแวดล้อม กลุ่มเพื่อน ความเครียด และความสามารถในการรับมือกับอารมณ์

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งภายในครอบครัวอาจมีบทบาทสำคัญในบางคน เช่น

  • ทะเลาะกับพ่อแม่หรือคู่รักบ่อย

  • รู้สึกไม่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน

  • มีความขัดแย้งเรื่องเงิน งาน หรือการเรียน

  • รู้สึกโดดเดี่ยวแม้อยู่กับครอบครัว

  • มีความกดดันหรือความคาดหวังสูง

  • มีการสื่อสารด้วยการตำหนิ ประชด หรือข่มขู่เป็นประจำ

  • เคยเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจหรือความรุนแรงในครอบครัว

  • มีสมาชิกคนอื่นในบ้านดื่มหรือใช้สารเป็นประจำ

  • มีปัญหาการหย่าร้าง การสูญเสีย หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในครอบครัว

บางคนอาจเริ่มดื่มหลังทะเลาะกับคู่รักเพราะต้องการหยุดคิด บางคนออกไปใช้สารกับเพื่อนทุกครั้งที่รู้สึกว่าที่บ้านไม่เข้าใจ หรือบางคนใช้สารเพื่อทำให้ตนเองรู้สึกชาและไม่ต้องเผชิญความรู้สึกที่เกิดขึ้นในครอบครัว

สารจึงอาจทำหน้าที่เป็นวิธีหลีกหนีหรือจัดการความรู้สึกในระยะสั้น แต่ไม่ได้แก้ความขัดแย้งเดิม เมื่อฤทธิ์ของสารผ่านไป ปัญหายังคงอยู่ และอาจมีปัญหาใหม่จากการใช้สารเพิ่มขึ้นอีก

การรักษาจึงต้องช่วยให้เจ้าตัวมีวิธีรับมือกับความเครียดและความขัดแย้งที่ไม่ต้องพึ่งสาร ขณะเดียวกันครอบครัวเองก็อาจต้องปรับรูปแบบการสื่อสารและการตอบสนองต่อปัญหาเช่นกัน

การติดสารเปลี่ยนความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างไร

เมื่อการใช้สารเริ่มควบคุมไม่ได้ ผลกระทบมักไม่ได้เกิดกับผู้ใช้เพียงคนเดียว แต่ค่อยๆ กระจายไปยังสมาชิกคนอื่นในบ้าน

ความไว้วางใจลดลง

ครอบครัวอาจเคยได้ยินคำสัญญาว่า “จะไม่ใช้แล้ว” หลายครั้ง แต่เมื่อเกิดการกลับไปใช้สารซ้ำ ความเชื่อใจจึงค่อยๆ ลดลง

ในบางครอบครัวเริ่มมีการโกหกเรื่องเงิน ปกปิดสถานที่ที่ไป หรือไม่บอกความจริงเกี่ยวกับการใช้สาร ญาติจึงเริ่มตรวจโทรศัพท์ ค้นห้อง เช็กเงิน หรือโทรตามตลอดเวลา

แม้พฤติกรรมเหล่านี้มักเริ่มจากความเป็นห่วง แต่เมื่อเกิดซ้ำ ความสัมพันธ์อาจเปลี่ยนจากความเป็นพ่อแม่ พี่น้อง หรือคู่ชีวิต กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง “คนเฝ้า” กับ “คนที่พยายามหลบ”

การสร้างความไว้วางใจกลับคืนมาจึงไม่ได้เกิดจากคำสัญญาเพียงครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยพฤติกรรมที่สม่ำเสมอในระยะยาว

ปัญหาการเงินกลายเป็นความขัดแย้ง

การใช้สารอาจทำให้เงินที่ควรใช้กับค่าใช้จ่ายในบ้านถูกนำไปซื้อสาร เกิดหนี้ ยืมเงิน หรือขายทรัพย์สิน

ครอบครัวบางแห่งจ่ายหนี้ให้ซ้ำเพราะกลัวเจ้าตัวจะเดือดร้อน แต่หากการช่วยเหลือทางการเงินไม่มีขอบเขต อาจทำให้ผลจากการใช้สารไม่เคยเกิดขึ้นอย่างชัดเจน และผู้ใช้สารยังสามารถกลับไปใช้รูปแบบเดิมต่อได้

การช่วยจึงควรเน้นสิ่งที่สนับสนุนการรักษาและความปลอดภัย มากกว่าการให้เงินสดหรือแก้ปัญหาที่เกิดจากการใช้สารทุกครั้งโดยไม่มีแผน

สมาชิกในบ้านเริ่มมีบทบาทที่เปลี่ยนไป

พ่อแม่บางคนต้องคอยตามลูกตลอดเวลา คู่รักอาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด พี่น้องอาจรู้สึกว่าความต้องการของตนเองถูกละเลย เพราะทุกคนสนใจสมาชิกที่มีปัญหาการใช้สาร

บางครอบครัวพยายามปกปิดปัญหาจากญาติ โรงเรียน หรือที่ทำงานเพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้ใช้สาร แม้ทำด้วยความหวังดี แต่บางครั้งอาจทำให้เจ้าตัวไม่ต้องเผชิญผลที่เกิดจากพฤติกรรมของตนเอง

เมื่อรูปแบบนี้ดำเนินไปนาน สมาชิกทุกคนอาจเหนื่อย เครียด และรู้สึกว่าชีวิตของตนเองหมุนรอบปัญหาการใช้สารของคนเพียงคนเดียว

ช่วยผู้ติดยาอย่างไร โดยไม่กลายเป็นการช่วยให้ใช้สารต่อไป

ครอบครัวจำนวนมากติดอยู่กับคำถามว่า ถ้าไม่ช่วยก็กลัวผู้ป่วยลำบาก แต่ถ้าช่วยทุกครั้งก็ไม่รู้ว่ากำลังทำให้ปัญหาดำเนินต่อไปหรือไม่

หลักสำคัญคือแยก “การช่วยให้เข้าถึงการรักษา” ออกจาก “การช่วยลดผลตามมาจากการใช้สารโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง”

ตัวอย่างของการช่วยที่สนับสนุนการฟื้นฟู ได้แก่ พาไปพบแพทย์ ช่วยหาศูนย์บำบัดยาเสพติด ไปให้ข้อมูลกับทีมรักษา สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาตามความเหมาะสม และช่วยจัดสภาพแวดล้อมหลังการบำบัดให้ลดสิ่งกระตุ้น

ในทางกลับกัน ครอบครัวควรทบทวนพฤติกรรม เช่น ให้เงินสดโดยไม่รู้ว่าจะนำไปใช้อะไร ใช้หนี้จากการใช้สารซ้ำๆ โกหกแทนเพื่อไม่ให้เกิดผลจากการขาดงาน หรือยอมให้มีการนำสารเข้ามาใช้ในบ้านเพราะกลัวว่าจะทะเลาะกัน

การกำหนดขอบเขตไม่ได้หมายถึงการทอดทิ้ง แต่เป็นการทำให้ความช่วยเหลือมีทิศทางที่สนับสนุนการรักษา

ตัวอย่างเช่น ครอบครัวอาจบอกว่า “เราพร้อมช่วยเรื่องค่ารักษาและพาไปพบแพทย์ แต่จะไม่ให้เงินสดเพื่อแก้หนี้ที่เกิดขึ้นซ้ำโดยไม่มีแผนการรักษา”

ขอบเขตควรชัดเจน ทำได้จริง และสมาชิกในครอบครัวควรพยายามใช้แนวทางเดียวกัน เพราะหากคนหนึ่งไม่ให้เงิน แต่อีกคนแอบให้ทุกครั้ง ขอบเขตจะทำงานได้ยาก

ควรพูดกับคนติดยาอย่างไร เมื่อทุกครั้งที่คุยกลายเป็นการทะเลาะ

การพูดคุยเรื่องการใช้สารในช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังโกรธมักจบลงด้วยการป้องกันตัวและกล่าวโทษกัน

ควรเลือกช่วงที่เจ้าตัวไม่ได้มึนเมา ไม่ได้อยู่ในอาการถอนรุนแรง และบรรยากาศค่อนข้างสงบ ไม่ควรรวมญาติหลายคนเข้ามาพูดพร้อมกันจนผู้ป่วยรู้สึกเหมือนถูกสอบสวน

แทนที่จะเริ่มด้วย “เธอติดยาแล้ว” อาจเริ่มจากสิ่งที่สังเกตเห็น เช่น “ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเห็นว่าไม่ไปทำงานหลายครั้ง เงินหายไปมาก และทุกครั้งที่หยุดใช้จะหงุดหงิดจนอยู่บ้านไม่ได้ เราเป็นห่วงและอยากให้ไปประเมินว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น”

หากเจ้าตัวตอบว่า “ไม่ได้ติด หยุดเมื่อไรก็ได้” การเถียงต่อว่า “ถ้าหยุดได้ก็หยุดให้ดู” มักทำให้บทสนทนากลายเป็นการแข่งขัน

อาจถามแทนว่า “ถ้าคิดว่ายังควบคุมได้ ลองมาดูกันไหมว่าช่วงที่ผ่านมาเกิดผลอะไรบ้าง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมิน”

การพูดคุยเพื่อสร้างแรงจูงใจไม่ได้หมายถึงการตามใจ แต่เป็นการลดการโต้เถียงและช่วยให้เจ้าตัวเริ่มมองเห็นความแตกต่างระหว่างชีวิตที่ต้องการกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง

เมื่อผู้ใช้สารบอกว่า “ครอบครัวเป็นสาเหตุที่ทำให้ใช้ยา” ควรตอบอย่างไร

ประโยคนี้สามารถทำให้ญาติรู้สึกผิดหรือโกรธได้มาก บางคนรีบตอบว่า “อย่ามาโทษครอบครัว” ขณะที่บางคนกลับยอมทุกอย่างเพราะกลัวว่าหากทำให้เครียดจะกลับไปใช้สารอีก

ทั้งสองด้านอาจทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น

ครอบครัวสามารถยอมรับได้ว่าความขัดแย้งหรือพฤติกรรมบางอย่างในบ้านอาจทำให้เจ้าตัวเครียด โดยไม่จำเป็นต้องยอมรับว่าการใช้สารเป็นความรับผิดชอบของครอบครัวทั้งหมด

อาจพูดว่า “ถ้าบางอย่างในบ้านทำให้เครียด เราพร้อมคุยและดูว่าส่วนไหนควรปรับ แต่เราอยากให้หาวิธีรับมือที่ไม่ต้องกลับไปใช้สาร เพราะการใช้สารกำลังสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีก”

แนวทางนี้เปิดพื้นที่ให้ครอบครัวรับผิดชอบในส่วนที่ตนเองสามารถเปลี่ยนได้ และในขณะเดียวกันก็ให้ผู้ใช้สารรับผิดชอบต่อการรักษาและพฤติกรรมของตนเอง

เป้าหมายจึงไม่ใช่การตัดสินว่าใครเป็นต้นเหตุ แต่ช่วยให้แต่ละฝ่ายเห็นว่าส่วนไหนเป็นสิ่งที่ตนเองสามารถเปลี่ยนได้

ครอบครัวต้องดูแลตัวเองด้วยหรือไม่

ต้องดูแล เพราะการอยู่กับปัญหาการติดสารเป็นเวลานานสามารถสร้างความเครียดให้สมาชิกคนอื่นอย่างมาก

ญาติบางคนใช้เวลาทั้งวันคอยเช็กว่าเจ้าตัวอยู่ที่ไหน นอนหลับไม่สนิทเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุ ต้องรับโทรศัพท์ทุกครั้งที่ขอเงิน หรือไม่กล้าออกจากบ้านเพราะกลัวว่าจะเกิดปัญหา

บางคนเริ่มมีอาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ อารมณ์ตก หรือมีปัญหากับสมาชิกคนอื่นเพราะทุกคนเห็นวิธีช่วยผู้ป่วยไม่ตรงกัน

การดูแลตัวเองไม่ได้หมายถึงการเห็นแก่ตัว และไม่ได้หมายความว่ากำลังทอดทิ้งผู้ป่วย

ครอบครัวควรยังมีเวลาพัก รักษาสุขภาพ ทำงาน ดูแลสมาชิกคนอื่น และมีพื้นที่ที่ชีวิตไม่ได้หมุนรอบการติดสารตลอดเวลา หากรู้สึกว่าแบกรับไม่ไหว การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสำหรับตัวญาติเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาได้

โดยเฉพาะเมื่อพ่อ แม่ คู่รัก หรือพี่น้องมีความเห็นไม่ตรงกัน การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยกำหนดขอบเขตและวางแนวทางให้ครอบครัวตอบสนองต่อผู้ป่วยไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

หากผู้ป่วยไม่ยอมไปบำบัด ครอบครัวเริ่มขอความช่วยเหลือก่อนได้หรือไม่

ได้ และในหลายครอบครัวนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมกว่า การรอจนผู้ป่วยพูดเองว่า “ผมติดยาและอยากรักษา” อาจใช้เวลานาน โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวยังไม่เห็นผลกระทบของการใช้สารเหมือนที่ครอบครัวเห็น

ครอบครัวสามารถเตรียมข้อมูลก่อนปรึกษา เช่น ใช้สารอะไร ใช้บ่อยเพียงใด เคยหยุดได้หรือไม่ มีอาการอะไรเมื่อไม่ได้ใช้ มีโรคทางจิตเวชหรือไม่ เคยรักษาที่ไหน และขณะนี้ปัญหาใดรุนแรงที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยประเมินว่าควรพูดอย่างไร ควรกำหนดขอบเขตเรื่องใด และควรเลือกช่วงเวลาใดในการชวนเข้าสู่การรักษา

หากปัญหาหลักในขณะนั้นเป็นความขัดแย้งในครอบครัว สุขภาพจิต หรือครอบครัวยังไม่แน่ใจว่าการใช้สารถึงระดับการติดหรือไม่ รวมถึงกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่พร้อมเข้ารับการรักษาและญาติต้องการมาปรึกษาก่อน สามารถเริ่มต้นที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) คลินิกสุขภาพจิตของเรา บริเวณถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อช่วยประเมินสถานการณ์ วางแนวทางการสื่อสาร กำหนดขอบเขตในครอบครัว และวางแผนชักชวนผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาที่เหมาะสม

แต่หากข้อมูลชัดเจนแล้วว่ามีการใช้สารซ้ำ ควบคุมไม่ได้ ต้องพึ่งสารเพื่อใช้ชีวิต พยายามหยุดแล้วกลับไปใช้ใหม่หลายครั้ง มีอาการถอน หรือเกิดผลกระทบต่อการเงิน งาน และความสัมพันธ์ ควรให้ความสำคัญกับการบำบัดการติดสารอย่างจริงจัง ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาถูกมองว่าเป็นเพียง “เรื่องครอบครัวไม่เข้าใจกัน”

ครอบครัวมีบทบาทอย่างไรในการบำบัดที่ Day One Rehabilitation Center

สำหรับผู้ที่มีการติดสารชัดเจน การบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center ช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาออกจากสภาพแวดล้อมเดิมในช่วงหนึ่ง ลดการเข้าถึงสารและสิ่งกระตุ้น พร้อมเริ่มฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

ระหว่างการบำบัด ทีมรักษาจะประเมินทั้งการใช้สารและปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดร่วมกัน เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์ โรคสมาธิสั้น PTSD ปัญหาการนอน หรืออาการทางจิต เพราะโรคเหล่านี้สามารถเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในครอบครัวและการกลับไปใช้สารซ้ำได้

การบำบัดรายบุคคลช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษามองเห็นรูปแบบของตนเอง เช่น เมื่อถูกตำหนิจะรู้สึกโกรธและออกไปใช้สาร เมื่อรู้สึกผิดจะหลีกเลี่ยงครอบครัว หรือเมื่อกลับบ้านแล้วเจอความขัดแย้งเดิมจะเกิดความอยากใช้สาร

ขณะเดียวกัน การทำงานกับครอบครัวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ญาติเข้าใจปัญหาการติดสารมากขึ้น ปรับการสื่อสาร ลดการกล่าวโทษ และกำหนดขอบเขตที่เหมาะสม

ช่วงที่เข้ารับการบำบัด ผู้เข้ารับการรักษาจะไม่ได้ใช้โทรศัพท์ส่วนตัว โดยเจ้าหน้าที่เป็นผู้ประสานกับครอบครัวตามความเหมาะสม เพื่อลดสิ่งกระตุ้นจากภายนอกและช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษามีพื้นที่มุ่งกับกระบวนการฟื้นฟู

ก่อนกลับบ้าน ประเด็นสำคัญคือการเตรียมให้ครอบครัวรู้ว่าจะรับมืออย่างไรหากเกิดความเครียดหรือความขัดแย้งอีก เพราะการกลับบ้านไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปัญหาเดิมเกิดขึ้น แต่ผู้เข้ารับการรักษาและครอบครัวควรมีวิธีตอบสนองต่อปัญหาที่แตกต่างจากเดิม

การป้องกันการกลับไปใช้สารซ้ำจึงไม่ได้เป็นหน้าที่ของผู้เข้ารับการรักษาเพียงฝ่ายเดียว ครอบครัวสามารถช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการฟื้นฟูได้ โดยไม่จำเป็นต้องคอยควบคุมทุกการเคลื่อนไหวของเจ้าตัว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวและการติดสารเสพติด

ครอบครัวที่มีปัญหาทำให้ลูกติดยาใช่หรือไม่

ไม่ควรสรุปเช่นนั้น การติดสารเกิดจากหลายปัจจัย ปัญหาครอบครัวอาจเป็นความเครียดหรือปัจจัยหนึ่งในบางคน แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่หรือครอบครัวเป็นสาเหตุทั้งหมด การรักษาควรมองว่าทุกฝ่ายสามารถปรับอะไรเพื่อช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้

พ่อแม่ตามใจมากเกินไปทำให้ลูกติดยาหรือไม่

ไม่มีพฤติกรรมการเลี้ยงดูแบบใดแบบหนึ่งที่อธิบายการติดสารได้ทั้งหมด สิ่งที่สำคัญกว่าการย้อนหาว่าใครเลี้ยงผิดคือการดูว่าปัจจุบันครอบครัวกำลังตอบสนองต่อการใช้สารอย่างไร และควรปรับอะไรเพื่อสนับสนุนการรักษา

ผู้ติดยาขอเงินทุกวัน ควรให้หรือไม่

หากกังวลว่าเงินจะถูกนำไปซื้อสาร ไม่ควรให้เงินสดโดยไม่มีขอบเขต สามารถช่วยในรูปแบบที่ตรงกับความจำเป็น เช่น อาหาร การเดินทางไปพบแพทย์ หรือค่าใช้จ่ายในการรักษาแทน

ควรใช้หนี้ให้ผู้ติดยาหรือไม่

ควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง การใช้หนี้ซ้ำโดยไม่มีแผนจัดการการติดสารอาจทำให้ปัญหาเดิมดำเนินต่อไป หากมีหนี้หรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ควรประเมินสถานการณ์เป็นรายกรณีและเชื่อมความช่วยเหลือเข้ากับแผนการรักษา

คนในบ้านเห็นไม่ตรงกันเรื่องการพาไปบำบัดควรทำอย่างไร

ควรพูดคุยกันก่อนว่าเป้าหมายร่วมคืออะไร และกำหนดขอบเขตสำคัญให้ตรงกัน หากยังขัดแย้งกันมาก ครอบครัวสามารถเข้าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อวางแผนการสื่อสารและการชักชวนผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ

ผู้ป่วยบอกว่าจะเลิกเอง ควรให้โอกาสหรือพาไปบำบัดทันที

ขึ้นอยู่กับความรุนแรง หากใช้สารไม่บ่อยและยังไม่มีลักษณะการพึ่งพา อาจเริ่มจากการประเมินและติดตามได้ แต่หากพยายามหยุดเองหลายครั้งแล้วกลับไปใช้ซ้ำ ควบคุมไม่ได้ มีอาการถอน หรือเกิดผลกระทบต่อชีวิตชัดเจน ควรได้รับการประเมินและรักษาอย่างจริงจัง

ควรขู่ว่าจะตัดขาดเพื่อให้ยอมไปบำบัดหรือไม่

การข่มขู่ด้วยอารมณ์อาจเพิ่มความขัดแย้ง ควรใช้ขอบเขตที่ชัดเจนและทำได้จริงมากกว่า เช่น อธิบายว่าพฤติกรรมใดที่ครอบครัวไม่สามารถยอมรับได้ และความช่วยเหลือแบบใดที่พร้อมให้หากเจ้าตัวยอมเข้าสู่กระบวนการรักษา

ครอบครัวต้องให้อภัยทุกอย่างหลังผู้ป่วยเข้าบำบัดหรือไม่

ไม่จำเป็น ความไว้วางใจที่เสียไปอาจต้องใช้เวลาในการสร้างกลับคืน การฟื้นฟูไม่ได้หมายความว่าความเจ็บปวดในอดีตต้องหายทันที ทั้งผู้เข้ารับการรักษาและครอบครัวสามารถค่อยๆ ซ่อมแซมความสัมพันธ์ผ่านพฤติกรรมที่สม่ำเสมอและการสื่อสารที่ดีขึ้น

ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมไปบำบัด ญาติไปปรึกษาก่อนได้ไหม

ได้ ครอบครัวสามารถเริ่มปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเพื่อประเมินสถานการณ์ วางวิธีพูดคุยและกำหนดขอบเขต โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ป่วยยอมรับว่าตนเองมีปัญหาก่อน

เมื่อไรควรพิจารณาศูนย์บำบัดยาเสพติดแบบอยู่ประจำ

ควรพิจารณาเมื่อมีการใช้สารซ้ำและควบคุมไม่ได้ หยุดเองแล้วกลับไปใช้หลายครั้ง มีอาการถอน สภาพแวดล้อมเดิมเต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้น มีโรคทางจิตเวชร่วม หรือการใช้สารสร้างผลกระทบต่อการทำงาน การเงิน ความสัมพันธ์ และความปลอดภัยอย่างชัดเจน การบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center สามารถช่วยสร้างช่วงเวลาที่แยกออกจากสารและเริ่มฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ

ครอบครัวไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ จึงจะช่วยให้คนหนึ่งฟื้นตัวจากการติดสารได้

เมื่อการติดสารเกิดขึ้นในครอบครัว เป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนจะเริ่มหาคนผิด ผู้ใช้สารอาจโทษครอบครัว ขณะที่ครอบครัวอาจย้อนถามว่าทำไมเจ้าตัวถึงทำให้ทุกคนเดือดร้อน แต่การหาว่าใครผิดที่สุดมักไม่ได้ทำให้ปัญหาการใช้สารลดลง

สิ่งที่มีประโยชน์กว่าคือการมองว่าขณะนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ผู้ใช้สารกำลังใช้สารเพื่อรับมือกับความรู้สึกหรือสถานการณ์ใด ครอบครัวมีรูปแบบการสื่อสารอย่างไร มีใครกำลังรับภาระมากเกินไป และความช่วยเหลือแบบใดกำลังสนับสนุนการฟื้นฟูหรืออาจทำให้ปัญหาดำเนินต่อไปโดยไม่ตั้งใจ

ครอบครัวสามารถรักและเห็นอกเห็นใจผู้ที่มีปัญหาการติดสาร พร้อมกับมีขอบเขตที่ชัดเจนได้ การไม่ให้เงินซื้อสาร การไม่โกหกปกปิดผลจากการใช้สาร และการไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ทำให้คนอื่นไม่ปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่ากำลังทอดทิ้งผู้ป่วย

ในทางกลับกัน การเปิดโอกาสให้เข้าถึงการรักษา รับฟังโดยไม่ตีตรา และช่วยให้เจ้าตัวมองเห็นผลกระทบของการใช้สาร เป็นวิธีที่ครอบครัวสามารถสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงได้

แม้ผู้ป่วยยังไม่พร้อม ครอบครัวก็ไม่จำเป็นต้องรออยู่เฉยๆ การเริ่มขอคำปรึกษา ปรับวิธีสื่อสาร และกำหนดขอบเขตให้ชัด สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงได้ และเมื่อการใช้สารถึงระดับที่ควบคุมไม่ได้ การพาเข้าสู่การบำบัดอย่างจริงจังอาจเป็นโอกาสให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวได้ออกจากรูปแบบเดิมและเริ่มสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่สนับสนุนการฟื้นฟูมากกว่าเดิม

ปรึกษาการบำบัดปัญหาครอบครัวกับการใช้สารเสพติดกับเรา

ประเมินเบื้องต้นฟรี เป็นความลับ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00 น.