โทร 02-028-7775@dayoneไทย|EN
โลโก้ Day One Rehabilitation Centerศูนย์บำบัดยาเสพติด Day Oneสถานบำบัดยาเสพติด จ.นครนายก

ปัญหาคู่รักและความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติด เมื่อความรักกลายเป็นทั้งสิ่งกระตุ้นและแรงช่วยให้ฟื้นตัว

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ Day One Rehabilitation Center · ตรวจสอบโดย นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์)

“ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เขาจะออกไปดื่มหรือใช้ยา” “เขาบอกว่าใช้สารเพราะอยู่กับเราแล้วเครียด” “สัญญาว่าจะเลิกหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็กลับไปใช้เหมือนเดิม” ปัญหาเหล่านี้พบได้บ่อยในคู่รักที่มีฝ่ายหนึ่งกำลังเผชิญปัญหาการใช้สารเสพติด และเมื่อเกิดซ้ำเป็นเวลานาน ทั้งสองฝ่ายอาจเริ่มไม่แน่ใจว่าปัญหาที่แท้จริงคือสารเสพติดหรือความสัมพันธ์

ความจริงคือทั้งสองเรื่องสามารถส่งผลต่อกันได้ ความขัดแย้ง ความรู้สึกถูกปฏิเสธ ความหึงหวง ความเหงา การเลิกรา หรือความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง อาจกลายเป็นความเครียดที่กระตุ้นให้บางคนกลับไปใช้สาร ขณะเดียวกันการใช้สารก็สามารถทำให้การควบคุมอารมณ์ การตัดสินใจ ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจแย่ลง จนความสัมพันธ์ที่มีปัญหาอยู่แล้วซับซ้อนขึ้นอีก

บางคู่จึงติดอยู่ในรูปแบบเดิม ทะเลาะกัน ผู้ใช้สารออกไปดื่มหรือใช้ยา เมื่อกลับมาก็ขอโทษและสัญญาว่าจะเปลี่ยน ช่วงหนึ่งความสัมพันธ์ดีขึ้น แต่เมื่อเกิดความเครียดครั้งใหม่ก็กลับไปใช้สารอีก หากรูปแบบนี้เกิดซ้ำ การพยายามแก้เฉพาะเรื่องความสัมพันธ์โดยไม่จัดการปัญหาการใช้สาร หรือพยายามให้เลิกสารโดยไม่เข้าใจปัญหาทางอารมณ์และความสัมพันธ์ อาจทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่มั่นคง

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหาว่าใครเป็นต้นเหตุ แต่ต้องแยกให้ได้ว่าปัญหาใดเกิดจากความสัมพันธ์ ปัญหาใดเกี่ยวข้องกับสาร และมีปัญหาสุขภาพจิตอื่นอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพื่อให้ทั้งการบำบัดการติดสารและการฟื้นฟูความสัมพันธ์เดินไปในทิศทางเดียวกัน

ปัญหาความสัมพันธ์ทำให้คนหันไปใช้สารเสพติดได้หรือไม่

ปัญหาคู่รักสามารถเป็นหนึ่งในสิ่งกระตุ้นให้เกิดการใช้สารได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคู่รักเป็นสาเหตุที่ทำให้คนหนึ่งติดสาร

การติดสารมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ทั้งตัวสาร สุขภาพจิต ประสบการณ์ชีวิต สภาพแวดล้อม กลุ่มเพื่อน ความเครียด และรูปแบบการจัดการอารมณ์ของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในความสัมพันธ์บางอย่างสามารถกระตุ้นความรู้สึกที่รุนแรง เช่น

  • ทะเลาะหรือมีความขัดแย้งกับคู่รัก

  • รู้สึกถูกปฏิเสธหรือทอดทิ้ง

  • หึงหวงหรือไม่ไว้วางใจกัน

  • รู้สึกเหงาแม้อยู่ในความสัมพันธ์

  • มีปัญหาเรื่องเงินหรือภาระในครอบครัว

  • มีความไม่เข้าใจกันเรื่องการใช้สาร

  • เลิกรา แยกกันอยู่ หรืออยู่ระหว่างการหย่าร้าง

  • มีปัญหาการสื่อสารและทะเลาะเรื่องเดิมซ้ำๆ

  • รู้สึกผิดหรือรู้สึกว่าตนเองทำให้ความสัมพันธ์ล้มเหลว

บางคนดื่มหลังทะเลาะเพราะต้องการหยุดคิด บางคนใช้กัญชาเพราะอยากสงบลง บางคนกลับไปหากลุ่มเพื่อนที่ใช้สารเมื่อรู้สึกว่าคู่รักไม่เข้าใจ ขณะที่บางคนใช้สารทันทีหลังถูกบอกเลิกเพราะไม่รู้ว่าจะรับมือกับความเสียใจอย่างไร

หากสารทำให้ความรู้สึกที่เจ็บปวดลดลงชั่วคราว เจ้าตัวอาจเริ่มเรียนรู้ว่าทุกครั้งที่เกิดปัญหาความสัมพันธ์ การใช้สารเป็นวิธีที่รวดเร็วในการหนีออกจากความรู้สึกนั้น

แต่เมื่อสารหมดฤทธิ์ ปัญหาความสัมพันธ์ไม่ได้หายไป และอาจมีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น เช่น ผิดนัด หายไปทั้งคืน ใช้เงินมากขึ้น โกหก หรือควบคุมอารมณ์ได้ยากกว่าเดิม

การรักษาจึงต้องช่วยให้เจ้าตัวสามารถเผชิญความผิดหวัง ความโกรธ ความเหงา และความขัดแย้งโดยไม่ต้องกลับไปใช้สารทุกครั้ง

การติดสารทำลายความสัมพันธ์อย่างไร

เมื่อการใช้สารเริ่มควบคุมไม่ได้ ความสัมพันธ์มักได้รับผลกระทบมากกว่าการทะเลาะเรื่อง “จะใช้หรือไม่ใช้” เพราะสารสามารถเข้าไปเปลี่ยนทั้งความไว้วางใจ บทบาท และวิธีที่คนสองคนปฏิบัติต่อกัน

ความไว้วางใจค่อยๆ ลดลง

คำสัญญาว่า “ครั้งนี้จะเลิกจริงๆ” อาจมีความหมายในขณะที่พูด แต่หากเจ้าตัวยังไม่มีการรักษาและยังกลับไปอยู่กับสิ่งกระตุ้นเดิม ความตั้งใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

เมื่อเกิดการกลับไปใช้สารซ้ำ คู่รักอีกฝ่ายอาจเริ่มไม่เชื่อคำพูด ตรวจโทรศัพท์ เช็กตำแหน่ง โทรตาม ถามว่าไปกับใคร หรือพยายามจับสัญญาณว่าใช้สารมาหรือไม่

จากความสัมพันธ์ของคู่รักจึงค่อยๆ กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ต้องคอยตรวจสอบกับคนที่พยายามหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

ความไว้วางใจที่เสียไปไม่สามารถกลับคืนมาด้วยคำขอโทษเพียงครั้งเดียว แต่ต้องสร้างจากพฤติกรรมที่สม่ำเสมอและการรักษาที่ต่อเนื่อง

การโกหกและปกปิดทำให้ความสัมพันธ์ห่างออกจากกัน

ผู้ที่มีปัญหาการติดสารบางคนอาจปกปิดปริมาณที่ใช้ สถานที่ที่ไป เงินที่ใช้ หรือคนที่ไปพบ เพราะกลัวการทะเลาะหรือกลัวถูกห้าม

เมื่อคู่รักจับได้ ความขัดแย้งอาจไม่ได้อยู่เพียงเรื่องการใช้สารอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องความซื่อสัตย์และความไว้วางใจ

คู่รักอีกฝ่ายจึงอาจเริ่มสงสัยทุกเรื่อง แม้บางครั้งผู้ป่วยจะพูดความจริงแล้วก็ตาม

การฟื้นฟูความสัมพันธ์จึงต้องใช้เวลา และไม่ควรคาดหวังว่าหลังหยุดสารได้ไม่นาน ทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิมทันที

เงินและความรับผิดชอบกลายเป็นปัญหา

การใช้สารอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขาดงาน รายได้ลด มีหนี้ หรือไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกันได้เหมือนเดิม

คู่รักอีกฝ่ายอาจต้องรับผิดชอบเรื่องเงิน งานบ้าน ลูก หรือภาระอื่นมากขึ้น จนเกิดความรู้สึกเหนื่อยและไม่ยุติธรรม

หากปัญหานี้เกิดซ้ำ แม้ความรักยังมีอยู่ ความสัมพันธ์ก็อาจเต็มไปด้วยความโกรธ ความผิดหวัง และความไม่ไว้วางใจ

ความใกล้ชิดและการสื่อสารเปลี่ยนไป

เมื่อทุกบทสนทนากลายเป็นเรื่องสารเสพติด คู่รักอาจค่อยๆ สูญเสียพื้นที่ของความสัมพันธ์ด้านอื่น

แทนที่จะพูดเรื่องชีวิต งาน ความฝัน หรือสิ่งที่สนใจร่วมกัน บทสนทนาอาจเหลือเพียง “ไปไหนมา” “ใช้หรือยัง” “เงินหายไปไหน” และ “จะเลิกเมื่อไร”

ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าตนเองต้องคอยควบคุม ขณะที่อีกฝ่ายรู้สึกว่าถูกจับผิดตลอดเวลา ความใกล้ชิดจึงลดลงและความขัดแย้งเพิ่มขึ้น

ความหึงหวงและหวาดระแวงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้หรือไม่

ความหึงหวงเกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ทั่วไป แต่หากความระแวงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังเริ่มใช้สาร ควรพิจารณาผลของสารร่วมด้วย

โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาบ้าหรือไอซ์ต่อเนื่องและอดนอน อาจมีความหวาดระแวงมากขึ้น บางคนเริ่มเชื่อว่าคู่รักกำลังนอกใจ มีคนติดตาม หรือมีการปิดบังบางอย่าง แม้ไม่มีหลักฐานที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น

หากอาการรุนแรงอาจเกิดอาการทางจิตร่วมด้วย เช่น ได้ยินเสียงหรือมีความเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ในสถานการณ์เช่นนี้ การพยายามพิสูจน์ทุกอย่างหรือโต้เถียงอย่างรุนแรงอาจไม่ทำให้อาการดีขึ้น และบางครั้งเพิ่มความตึงเครียด

หากคู่รักมีความหวาดระแวงอย่างมากร่วมกับการอดนอน ใช้สารต่อเนื่อง อาการหลอน สับสน หรือพฤติกรรมที่ทำให้ผู้อื่นไม่ปลอดภัย ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์และจิตเวชโดยเร็ว

สิ่งสำคัญคือไม่ควรเหมารวมว่าความหึงหวงทุกอย่างเกิดจากสาร ปัญหาความสัมพันธ์จริงอาจมีอยู่ด้วย การประเมินจึงต้องดูทั้งข้อเท็จจริงในความสัมพันธ์และผลจากสาร

คู่รักควรช่วยอย่างไร โดยไม่กลายเป็นคนคอยควบคุมชีวิตผู้ป่วย

เมื่อรักใครสักคนและเห็นว่าเขากำลังมีปัญหา เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่จะอยากช่วยทุกวิธี แต่การช่วยจนต้องรับผิดชอบชีวิตของอีกฝ่ายทั้งหมดสามารถทำให้คู่รักเหนื่อยและความสัมพันธ์เสียสมดุล

คู่รักสามารถสนับสนุนการรักษาได้ เช่น ชวนไปพบแพทย์ ช่วยหาข้อมูลศูนย์บำบัดยาเสพติด พาไปประเมิน ให้ข้อมูลกับทีมรักษา และสนับสนุนการทำตามแผนการรักษา

แต่คู่รักไม่สามารถเลิกสารแทนอีกฝ่ายได้

การเฝ้าโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง ตรวจทุกข้อความ คอยตามทุกสถานที่ หรือพยายามป้องกันไม่ให้เจ้าตัวมีโอกาสใช้สารเลย อาจทำให้คู่รักกลายเป็นผู้ควบคุมชีวิตของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ และเป็นภาระที่แทบเป็นไปไม่ได้ในระยะยาว

สิ่งที่มีประโยชน์กว่าคือการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน เช่น ไม่ให้เงินเพื่อซื้อสาร ไม่ยอมให้มีการนำสารเข้าบ้าน ไม่ช่วยโกหกปกปิดผลจากการใช้สาร และไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ทำให้ตนเองหรือคนในบ้านไม่ปลอดภัย

ขอบเขตไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการบอกอย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายพร้อมช่วยในเรื่องใดและไม่สามารถยอมรับอะไรได้

ถ้าผู้ป่วยบอกว่า “ใช้ยาเพราะเธอทำให้เครียด” ควรตอบอย่างไร

ประโยคนี้สามารถทำให้คู่รักรู้สึกผิดและเริ่มระมัดระวังทุกคำพูด เพราะกลัวว่าหากทะเลาะกันอีก ผู้ป่วยจะกลับไปใช้สาร

การลดความขัดแย้งเป็นเรื่องดี แต่คู่รักไม่ควรต้องรับผิดชอบต่อการใช้สารของอีกฝ่ายทั้งหมด

สามารถยอมรับความรู้สึกโดยไม่ยอมรับการใช้สารเป็นทางออก เช่น “เราเข้าใจว่าการทะเลาะกันทำให้เครียด และเราก็พร้อมปรับวิธีคุยกัน แต่เราไม่อยากให้ทุกครั้งที่มีปัญหาแล้วต้องกลับไปใช้ยา เพราะมันทำให้ปัญหาของเราหนักกว่าเดิม”

ประโยคเช่นนี้ช่วยแยกสองเรื่องออกจากกัน ความสัมพันธ์อาจมีสิ่งที่ต้องปรับจริง และการใช้สารก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องได้รับการรักษา

หากคู่รักต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่า “ห้ามพูดอะไรที่ทำให้เขาไม่พอใจ ไม่อย่างนั้นเขาจะไปใช้ยา” ความสัมพันธ์กำลังอยู่ในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมและควรได้รับความช่วยเหลือ

การฟื้นตัวที่มั่นคงต้องทำให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญความเครียดและความขัดแย้งได้โดยไม่ทำให้คนรอบตัวต้องรับผิดชอบต่อการกลับไปใช้สารของตนเอง

ควรพูดเรื่องการบำบัดกับคู่รักอย่างไร

ช่วงเวลาที่เลือกพูดมีความสำคัญ ไม่ควรเริ่มบทสนทนาขณะอีกฝ่ายมึนเมา กำลังถอนสาร โกรธรุนแรง หรือเพิ่งทะเลาะกัน

ควรเลือกช่วงที่ค่อนข้างสงบและพูดจากสิ่งที่สังเกตได้แทนการติดป้าย

แทนที่จะพูดว่า “เธอเป็นคนติดยาและทำลายความสัมพันธ์ของเรา” อาจพูดว่า “ช่วงสามเดือนที่ผ่านมาเราเห็นว่ามีการใช้ยาบ่อยขึ้น หยุดงานหลายครั้ง เงินมีปัญหา และเราทะเลาะกันแทบทุกครั้งหลังใช้ เราเป็นห่วงและอยากให้ไปประเมินว่าตอนนี้การใช้สารกำลังอยู่ในระดับไหน”

หากเจ้าตัวไม่ยอมรับว่าตนเองติดสาร ไม่จำเป็นต้องเอาชนะกันด้วยคำว่า “ติด” อาจเริ่มจากผลกระทบที่เขาเองยอมรับ เช่น นอนไม่หลับ เงินไม่พอ งานเสีย อารมณ์แปรปรวน หรือความสัมพันธ์กำลังมีปัญหา

เป้าหมายของบทสนทนาแรกไม่จำเป็นต้องทำให้เจ้าตัวยอมรับทุกอย่าง แต่อาจเป็นเพียงการเปิดโอกาสให้ยอมเข้ารับการประเมิน

เมื่อไรที่ความปลอดภัยต้องมาก่อนการรักษาความสัมพันธ์

การเข้าใจว่าการติดสารเป็นปัญหาสุขภาพไม่ได้หมายความว่าคู่รักต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย

หากมีการข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ทำลายทรัพย์สิน กักไม่ให้ออกจากบ้าน ขับรถในขณะมึนเมา มีอาการหวาดระแวงรุนแรง หรือมีพฤติกรรมที่ทำให้คู่รักและคนอื่นในบ้านเสี่ยงอันตราย ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยก่อนการพยายามพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์

ไม่ควรพยายามเกลี้ยกล่อมเพียงลำพังในช่วงที่อีกฝ่ายมึนเมา มีอาการทางจิตรุนแรง หรือควบคุมพฤติกรรมไม่ได้

หากมีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น อาการหลอนรุนแรง สับสนมาก หรือมีภาวะถอนสารที่อาจเป็นอันตราย ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

การเว้นระยะเพื่อความปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าทอดทิ้งผู้ป่วย และการรักษาความสัมพันธ์ไม่ควรต้องแลกกับความปลอดภัยของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ปัญหาคู่รักร่วมกับการใช้สาร ควรเริ่มขอความช่วยเหลือที่ไหน

หากปัญหาหลักเป็นความสัมพันธ์ ความเครียด อารมณ์ หรือปัญหาสุขภาพจิต และมีการดื่มแอลกอฮอล์ ใช้กัญชา หรือสารอื่นเพียงเป็นครั้งคราวโดยยังไม่มีรูปแบบการติดสารชัดเจน หรือผู้ป่วยยังไม่พร้อมเข้ารับการรักษาและคู่รักหรือครอบครัวต้องการคำแนะนำก่อน สามารถเริ่มต้นด้วยการมาปรึกษาที่ ปีติ คลินิก (Piti Clinic) คลินิกสุขภาพจิตของเรา บริเวณถนนประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อประเมินปัญหาสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ของปัญหาเหล่านั้นกับการใช้สาร รวมถึงช่วยวางแนวทางการสื่อสาร การกำหนดขอบเขต และการชักชวนผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาที่เหมาะสม

แต่หากมีการใช้สารซ้ำ ควบคุมไม่ได้ ใช้สารทุกครั้งที่ทะเลาะ ถูกปฏิเสธ เหงา หรือเครียด ต้องพึ่งสารเพื่อจัดการอารมณ์ เพิ่มปริมาณหรือความถี่ขึ้น พยายามหยุดแล้วกลับไปใช้ใหม่หลายครั้ง มีอาการถอน หรือการใช้สารกระทบงาน การเงิน และความสัมพันธ์อย่างชัดเจน ควรให้ความสำคัญกับการบำบัดการติดสารอย่างจริงจัง

ในกรณีนี้ การพยายามแก้ความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะตราบใดที่การใช้สารยังควบคุมไม่ได้ ความไว้วางใจ การสื่อสาร และความมั่นคงของความสัมพันธ์ก็อาจถูกกระทบซ้ำได้

การบำบัดการติดสารและฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ Day One Rehabilitation Center

สำหรับผู้ที่มีการติดสารชัดเจนและความสัมพันธ์ได้รับผลกระทบ Day One Rehabilitation Center ให้ความสำคัญกับการรักษาปัญหาการใช้สารพร้อมกับทำความเข้าใจสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์และความสัมพันธ์

การบำบัดแบบอยู่ประจำช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาออกจากวงจรเดิมในช่วงหนึ่ง ลดการเข้าถึงสารและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการใช้สาร พร้อมให้ร่างกายและจิตใจเริ่มฟื้นตัวในสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้าง

จิตแพทย์สามารถประเมินว่ามีโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์ โรคสมาธิสั้น PTSD ปัญหาการนอน อาการทางจิต หรือโรคทางจิตเวชอื่นเกิดร่วมด้วยหรือไม่ เพราะปัญหาเหล่านี้สามารถส่งผลต่อทั้งการใช้สารและความสัมพันธ์

การบำบัดรายบุคคลช่วยให้เจ้าตัวมองเห็นรูปแบบของตนเอง เช่น ทุกครั้งที่ทะเลาะกับคู่รักจะออกไปใช้สาร เมื่อกลัวถูกทิ้งจะโทรตามหรือใช้อารมณ์ หรือเมื่อรู้สึกผิดจากการใช้สารจะหลีกเลี่ยงการพูดคุยและกลับไปใช้ซ้ำเพื่อหนีความรู้สึก

เมื่อมองเห็นรูปแบบเหล่านี้ จึงสามารถฝึกวิธีใหม่ในการรับมือกับความโกรธ ความเสียใจ ความหึงหวง ความเหงา และความขัดแย้งโดยไม่ใช้สารเป็นทางออกทันที

ในช่วงบำบัด ผู้เข้ารับการรักษาจะไม่ได้ใช้โทรศัพท์ส่วนตัว โดยเจ้าหน้าที่เป็นผู้ประสานกับครอบครัวตามความเหมาะสม การเว้นระยะจากการติดต่อที่เป็นสิ่งกระตุ้นในช่วงแรกสามารถช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษามีพื้นที่มุ่งกับการฟื้นฟูของตนเอง

ก่อนกลับไปใช้ชีวิตร่วมกัน สิ่งสำคัญคือการเตรียมแผนสำหรับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นอีก เพราะการออกจากศูนย์บำบัดไม่ได้ทำให้คู่รักไม่มีวันทะเลาะกัน แต่เป้าหมายคือเมื่อทะเลาะแล้วสามารถรับมือได้โดยไม่กลับไปใช้สาร ไม่หายออกจากบ้าน และไม่ทำพฤติกรรมที่ทำลายความไว้วางใจซ้ำ

ความสัมพันธ์หลังการบำบัดจึงไม่จำเป็นต้องกลับไปเหมือนก่อนเกิดปัญหา แต่สามารถสร้างรูปแบบใหม่ที่มีการสื่อสาร ขอบเขต และความรับผิดชอบที่ชัดเจนกว่าเดิม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาคู่รักและการติดสารเสพติด

คู่รักทะเลาะกันบ่อยทำให้ติดยาได้หรือไม่

ความขัดแย้งสามารถเป็นสิ่งกระตุ้นการใช้สารในบางคน แต่การติดสารไม่ได้เกิดจากคู่รักเพียงสาเหตุเดียว หากทุกครั้งที่ทะเลาะแล้วต้องใช้สารเพื่อรับมือ ควรประเมินทั้งรูปแบบการใช้สารและทักษะการจัดการอารมณ์

ถ้าผู้ป่วยบอกว่าใช้ยาเพราะเรา เราควรรู้สึกผิดหรือไม่

ควรแยกสองเรื่องออกจากกัน หากความสัมพันธ์มีปัญหาที่ควรปรับ ทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมกันแก้ไขได้ แต่การเลือกใช้สารเป็นวิธีรับมือเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เจ้าตัวต้องได้รับความช่วยเหลือ ไม่ควรทำให้คู่รักต้องรับผิดชอบต่อการใช้สารทั้งหมด

ถ้ารักเขามากพอ จะช่วยให้เขาเลิกยาได้หรือไม่

ความรักและการสนับสนุนจากคู่รักมีความสำคัญ แต่ไม่สามารถทดแทนการรักษาได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการติดสารแล้ว การฟื้นตัวต้องอาศัยแรงจูงใจ การบำบัด การรักษาปัญหาสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้อง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้สารเองด้วย

ควรตรวจโทรศัพท์หรือคอยตามผู้ป่วยตลอดเวลาหรือไม่

ความไม่ไว้วางใจหลังเกิดการโกหกหรือกลับไปใช้สารเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การเฝ้าติดตามตลอดเวลาอาจทำให้คู่รักต้องรับบทเป็นผู้ควบคุมชีวิตของอีกฝ่าย การฟื้นฟูควรสร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใสที่ตกลงร่วมกันมากกว่าการเฝ้าระวังตลอดเวลา

ผู้ป่วยกลับไปใช้สารหลังทะเลาะกัน หมายความว่าเราเป็นคนทำให้เขากลับไปใช้หรือไม่

ไม่ควรสรุปเช่นนั้น ความขัดแย้งอาจเป็นสิ่งกระตุ้น แต่การป้องกันการกลับไปใช้สารมีเป้าหมายให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งกระตุ้นโดยไม่ใช้สาร คู่รักสามารถปรับการสื่อสารได้ แต่ไม่สามารถรับผิดชอบการไม่ใช้สารแทนอีกฝ่าย

ควรเลิกกับคนที่ติดยาไหม

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกความสัมพันธ์ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับความปลอดภัย ความรุนแรงของปัญหา ความพร้อมในการรักษา ขอบเขตของแต่ละคน และผลกระทบที่เกิดขึ้น หากมีพฤติกรรมที่ทำให้ไม่ปลอดภัย ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยก่อน และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้ตัดสินใจจากข้อมูลและขอบเขตของตนเองได้ชัดขึ้น

หลังเลิกยาแล้ว ความสัมพันธ์จะกลับมาดีเหมือนเดิมทันทีหรือไม่

ไม่จำเป็น ความไว้วางใจอาจใช้เวลานานกว่าการหยุดสาร ผู้ป่วยต้องแสดงความเปลี่ยนแปลงผ่านพฤติกรรมที่ต่อเนื่อง ขณะที่คู่รักอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นจากความเครียดและความผิดหวังที่ผ่านมา

ควรบำบัดคู่รักพร้อมกับบำบัดการติดสารหรือไม่

ในบางกรณีการทำงานเรื่องความสัมพันธ์มีประโยชน์ แต่หากยังมีการใช้สารอย่างควบคุมไม่ได้ ภาวะมึนเมารุนแรง หรือความไม่ปลอดภัย ควรทำให้ปัญหาเหล่านี้คงที่ก่อน แล้วจึงพิจารณาการทำงานเรื่องความสัมพันธ์ตามความเหมาะสม

ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมไปบำบัด คู่รักไปปรึกษาก่อนได้หรือไม่

ได้ คู่รักหรือครอบครัวสามารถขอคำปรึกษาก่อนเพื่อช่วยประเมินสถานการณ์ วางวิธีพูดคุย และกำหนดขอบเขตที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องรอจนผู้ป่วยยอมรับว่าตนเองมีปัญหาก่อนจึงเริ่มขอความช่วยเหลือ

เมื่อไรควรพิจารณาศูนย์บำบัดยาเสพติดแบบอยู่ประจำ

หากมีการใช้สารซ้ำ ควบคุมไม่ได้ พยายามหยุดแล้วกลับไปใช้หลายครั้ง มีอาการถอน ต้องพึ่งสารทุกครั้งที่เกิดความเครียดหรือปัญหาความสัมพันธ์ สภาพแวดล้อมเดิมเต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้น หรือมีโรคทางจิตเวชเกิดร่วมกัน การบำบัดแบบอยู่ประจำที่ Day One Rehabilitation Center เป็นทางเลือกที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

ความรักช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวได้ แต่ไม่ควรต้องแบกรับการติดสารแทนอีกคน

คู่รักสามารถเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญในการฟื้นตัวจากการติดสาร แต่ความรักไม่ได้หมายความว่าต้องยอมรับทุกพฤติกรรม จ่ายหนี้ทุกครั้ง ปกปิดปัญหา หรือใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่าเพียงพูดผิดคำเดียวอีกฝ่ายจะกลับไปใช้สาร

ในขณะเดียวกัน การมีปัญหาการติดสารก็ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์จะไม่มีโอกาสฟื้นตัว ความไว้วางใจสามารถค่อยๆ สร้างใหม่ได้ หากผู้ใช้สารเข้าสู่การรักษา รับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเอง และทั้งสองฝ่ายเรียนรู้วิธีสื่อสารและจัดการความขัดแย้งที่แตกต่างจากเดิม

สิ่งสำคัญคือแยกความรับผิดชอบให้ชัด คู่รักสามารถปรับวิธีพูด รับฟัง และตั้งขอบเขต ส่วนผู้ที่มีปัญหาการใช้สารต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับความโกรธ ความเสียใจ ความเหงา และความผิดหวังโดยไม่ใช้สารเป็นทางออก

หากทุกครั้งที่ความสัมพันธ์มีปัญหากลายเป็นเหตุให้กลับไปใช้สาร นั่นเป็นสัญญาณว่าการรักษาต้องไปไกลกว่าการหยุดสารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยให้เจ้าตัวสร้างวิธีรับมือกับอารมณ์และความสัมพันธ์แบบใหม่ เพราะชีวิตหลังการบำบัดยังคงมีความผิดหวัง ความขัดแย้ง และวันที่ความสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง

เป้าหมายของการฟื้นฟูจึงไม่ใช่การสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่มีวันทะเลาะกัน แต่คือการทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเผชิญปัญหาโดยไม่ต้องกลับไปสู่วงจรเดิมของการใช้สาร การโกหก การควบคุม และการสูญเสียความไว้วางใจซ้ำอีก

ปรึกษาการบำบัดปัญหาคู่รักและความสัมพันธ์กับเรา

ประเมินเบื้องต้นฟรี เป็นความลับ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00 น.